อนาธิปไตยกับประชาธิปไตย

            ในปัจจุบัน ได้มีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางสำหรับคนไทยในทุกระดับ เนื่องจากระบบเผด็จการที่เป็นผลมาจากการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้จำกัดเสรีภาพ ความเสมอภาคในสังคมไทยและได้นำมาซึ่งความแตกแยกของสังคมไทย โดยส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทางด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาชนส่วนใหญ่  อย่างไรก็ดี ความรู้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ถูกบิดเบือนโดยกลุ่มต่าง ๆ ที่มิได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากแต่อาศัยความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 78 ปีก่อนที่ได้มีการอภิวัฒน์การปกครองโดยคณะราษฎรนำโดยพระยาพหล พลพยุหเสนา ซึ่งมีหลวงปรีดี พนมยงค์ ร่วมอยู่ด้วย  บุคคลที่นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยนั้นต่างมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่และมีความบริสุทธิ์ใจในการที่จะให้บ้านเมืองพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ลูกหลานมิได้สืบทอดอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่กลับปล่อยให้ระบอบเผด็จการเข้ามาครอบงำสังคมไทยอีกครั้งแล้วครั้งเล่า  นอกจากนี้ ลูกหลานบางคนก็ทำตนเป็นเผด็จการเสียเองโดยการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกทั้งยังทำตัวเป็นทรราชในการปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์    บางคนที่มิได้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งกลับหันไปโทษผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองและคณะราษฎรโดยอ้างว่าเป็นต้นเหตุของระบอบเผด็จการในปัจจุบัน โดยมองข้ามไปว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนในทุกสมัยที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ  คณะราษฎรได้เพียงแต่วางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยให้เราเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่รักประชาธิปไตยที่จะต้องพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับสังคมในแต่ละยุคและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

 

            ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยนั้น เราจะต้องมีความระมัดระวังมิให้ตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างอุดมการณ์ ซึ่งมักจะแฝงเข้ามาในรูปของนักประชาธิปไตย เช่นบุคคลที่นิยมลัทธิขวาจัดหรือ fascism  บุคคลที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์แบบ Marxist-Leninist  ลัทธิสังคมนิยมแบบล้าสมัย  และลัทธิอนาธิปไตยหรือ anarchism ในปัจจุบัน ลัทธิที่เราจะต้องจับตาดูคือลัทธิอนาธิปไตยเนื่องจากมีคนไทยไม่น้อยที่ไม่สามารถแยกแยะระบอบประชาธิปไตยออกจากลัทธิอนาธิปไตยได้ เพราะทั้งสองมีบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนจะคล้ายคลึงกัน เช่นในเรื่องการเน้นเสรีภาพส่วนบุคคล  การขจัดการทุจริต การต่อต้านอำนาจเผด็จการ  การต่อต้านผู้ทรงอิทธิพลและอภิสิทธิชน  การศึกษาที่เท่าเทียมกัน ความเสมอภาคในสังคม และความเป็นธรรมในสังคม

 

            ลัทธิอนาธิปไตยคือปรัชญาการเมืองชนิทหนึ่งที่เห็นว่าการมีรัฐบาลหรือการมีสถาบันการปกครองเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น  ไม่มีความชอบธรรม ชั่วร้าย และเป็นภัยต่อสังคม จึงต้องการที่จะส่งเสริมสังคมที่ไม่มีกฏบังคับหรือสังคมอนาธิปไตย โดยมีการปกครองกันเอง ไม่มีการใช้อำนาจรัฐ  ไม่มีอำนาจเผด็จการ  ไม่มีพรรคการเมือง ไม่มีการเลือกตั้ง และไม่มีกฏระเบียบ   ผู้นิยมลัทธิอนาธิปไตยหัวรุนแรงบางคนไม่ต้องการให้มีศาสนาและจริธรรม  ต้องการให้มีการยกเลิกการใช้เงินตราหรือการให้เงินเดือน โดยทุกคนสามารถใช้ทรัพยากรของรัฐได้ฟรี และมีสิทธิเสรีภาพทุกอย่าง คล้าย ๆ กับสังคมแห่งความฝันหรือ utopia ของลัทธิคอมิวนิสต์นั่นเอง    ลัทธิอนาธิปไตยมีถิ่นกำเนิดมาจากการเคลื่อนไหวทางสังคมเมื่อประมาณ150 ปีก่อน โดยในต้นศตวรรษ์ที่ 19 ลัทธินี้มักจะผูกติดกับการเคลื่อนไหวทางด้านแรงงานที่ต้องการต่อต้านอำนาจรัฐและอำนาจของอภิสทธิ์ชนโดยผู้เป็นสาวกของลัทธินี้ได้ใช้วิธีการต่อสู้ต่าง ๆ เช่นการนัดหยุดงาน การต่อต้านลัทธินิยมทหารหรือ militarism การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน   โดยธรรมชาติแล้ว ลัทธิอนาธิปไตยมักจะเป็นลัทธิที่นิยมปรัชญาการเมืองที่เอียงซ้ายดังจะเห็นได้ว่าในระยะแรกผู้นิยมลัทธิอนาธิปไตยได้ร่วมในการต่อสู้เคียงบ่าเคียงใหล่กับคอมิวนิสต์แนว Bolshevik ในรัสเซีย   ในระยะต่อมา ลัทธินี้อาจจะพัฒนาไปเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์  และลัทธิให้กรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือ collectivism ซึ่งจะเห็นได้ในระบบโซเวียตสมัยหนึ่ง  ในยุค great leap forward ในประเทศจีน (ซึ่งผลปรากฏว่ากลายเป็น great leap backward ยังผลให้เศรษฐกิจของจีนถึงขั้นหายนะ) และในระบบกีบุตซ์ (Kibutz) ในประเทศอิสราเอล  อนึ่ง ข้อแตกต่างระหว่างลัทธิให้กรรมสิทธิ์ร่วมกันในระบอบโซเวียตกับระบบกีบุตซ์ของอิสราเอลก็คือ ในระบบของอิสราเอลนั้น ประชาชนมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่ในระบอบคอมิวนิสต์นั้นประชาชนไม่สามารถเลือกได้แต่จะถูกบังคับให้อยู่ภายใต้ระบบฯ ทุกคน ยกเว้นสมาชิกพรรคคอมิวนิสต์ซึ่งเป็นอภิสิทธิชนประเภทหนึ่ง  แม้กระทั่งในอิสราเอลเอง ระบบกีบุตซ์ก็มิได้รับความนิยมจากชาวอิสราเอลแล้วแต่เขาได้หันไปนิยมระบบสหกรณ์แบบอื่น   อย่างไรก็ดี ผู้ที่นิยมลัทธิอนาธิปไตยก็มิได้ยึดถือแนวความคิดฝ่ายซ้ายหรือลัทธิให้กรรมสิทธิ์ร่วมกันเสมอไป เพราะบางคนชอบความเป็นตัวของตัวเองหรือ individualism ดังจะเห็นว่าบุคคลประเภทนี้นิยมระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาดและนิยมกรรมสิทธิส่วนตัวเหมือนกับระบบนายทุนหรือ capitalism    นอกจากนี้ ผู้นิยมลัทธิอนาธิปไตยส่วนหนึ่งสนับสนุนการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองรวมถึงการปฏิวัติด้วยวิธีรุนแรง แต่อีกกลุ่มหนึ่งกลับนิยมใช้วิธีสันติ  

 

ในอดีต ลัทธิอนาธิปไตยมีบทบาทมากในประวัติศาสตร์โลก เช่นการก่อตั้งสหภาพแรงงานในสหรัฐฯ  การต่อสู้กับลัทธิ fascism ในยุโรปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  ช่วงที่ผู้นิยมลัทธิอนาธิปไตยมีบทบาทมากที่สุดคือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองในประเทศสเปน โดยชาวนาและกรรมกรที่นิยมลัทธินี้ได้ทำการต่อสู้กับกลุ่ม fascist นำโดยนายพลฟรังโก และยึดเมืองบาเซโลนาและพื้นที่ชนบทบางส่วนได้ พร้อมกับได้นำเอาระบบให้กรรมสิทธิ์ร่วมกันมาใช้ในเขตที่ตนปกครอง  ต่อมาในศตวรรษ์ที่ 20 ลัทธิอนาธิปไตยได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกโดยครั้งนี้มีลัทธิให้ความเสมอภาคแก่ผู้หญิงมากเท่าผู้ชายหรือ feminism ได้เข้ามาร่วมด้วย   ในยุโรปลัทธิอนาธิปไตยได้เข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน  ในสหรัฐฯ ลัทธิอนาธิปไตยได้มีบทบาทในการต่อต้านสงครามเวียตนาม เช่นการไม่ไปเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางจิตสำนึก และวัฒนธรรมฮิปปี้เป็นต้น   ในยุคปัจจุบัน ลัทธิอนาธิปไตยได้กลับมาแพร่หลายและมีอิทธิพลในสังคมโลกอีก โดยมักจะมาในรูปของการต่อต้านสงคราม การต่อต้านลัทธินายทุน และการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ ดังจะเห็นได้จากการกระท้วงในระหว่างการประชุมองค์กรการค้าโลกหรือ WTO ในประเทศที่มีการจัดการประชุมฯ   รวมถึงการประชุมของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือ G7 เป็นต้น

 

            ในประเทศไทย ลัทธิอนาธิปไตยได้เข้ามามีอิทธิพลในสังคมมากขึ้นภายหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยประชาชนบางคนเกิดความสับสนและไม่สามารถแยกแยะออกได้ระหว่างระบอบประชาธิปไตยและลัทธิอนาธิปไตย  ผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยบางคนถึงกับหลงเชื่อโดยนึกว่าอนาธิปไตยก็คือประชาธิปไตย เพราะทั้งสองเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน  ทั้งสองต่อต้านลัทธิเผด็จการและการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต  ทั้งสองต่อต้านอภิสิทธิ์ชน  แต่สิ่งที่เขาไม่รู้หรือไม่เข้าใจก็คือ ประชาธิปไตยคือการระบอบการปกครองภายใต้กฏเกณฑ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาบัญญัติขึ้นมา โดยกฏเกณฑ์นั้นจะต้องนำมาใช้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมาย  ผู้รักประชาธิปไตยจะต้องมีวินัย เคารพกฏหมาย และเคารพสิทธิและอธิปไตยของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย  ส่วนนักอนาธิปไตยจะสอนให้มีความเกลียดชังระหว่างชนชั้นเหมือนกับลัทธิคอมิวนิสต์และโค่นล้มทำลายบุคคลที่ตนไม่ชอบ โดยไม่คำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน  ในการประท้วงทางการเมือง จะมีกลุ่มอนาธิปไตยแฝงตัวอยู่ด้วย โดยจะพยายามชี้นำหรือกระทำการบางอย่างเพื่อสร้างสถานการณ์ให้คนส่วนใหญ่ต้องตกกระไดพลอยโจน อย่างหลีกเหลียงไม่ได้ โดยมีวัตถุประสงค์ไม่เพียงแต่จะโค่นอำนาจรัฐ หากแต่จะทำลายระบบสังคมและองคาพยบการปกครองทั้งหมดเพราะเห็นว่าไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเอง  จริงอยู่ ผู้รักประชาธิปไตยก็ต้องการที่จะล้มรัฐบาลและระบบที่ได้จัดตั้งขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้องตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน  แต่ผู้รักประชาธิปไตยจะแตกต่างจากผู้นิยมลัทธิอนาธิปไตยตรงที่ว่า ผู้รักประชาธิปไตยมีอุดมการณ์และมีวิสัยทัศน์  คือเขาไม่เพียงแต่คิดแค่จะทำลายระบบเผด็จการและกลุ่มอภิสิทธ์ชนเท่านั้น แต่ก็คิดที่จะสร้างประเทศให้เจริญและสังคมให้เป็นธรรมด้วย โดยอาศัยครรลองของระบอบประชาธิปไตย เช่นรับฟังมติของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ไช่เอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ และให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและจริยธรรมอันดีงามของไทยที่ได้สร้างสมมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี   ผู้นิยมอนาธิปไตยในประเทศไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ในด้านการบริหารประเทศ ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบอบประชาธิปไตย  ไม่ใช้หลักวิชาเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ หากแต่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นฐานในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและใช้หลักวิชาจอมปลอมทีหลังเพื่อให้สอดคล้องกับความรู้สึกส่วนตัวและความต้องการของตนเอง  ผู้นิยมอนาธิปไตยไม่เข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจและการปกครองและมักจะมองปัญหาในมุมแคบเกินไป ในขณะที่นักประชาธิปไตยจะยกผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งและประมวลปัญหาของประชาชนทุกด้านเพื่อหาวิธีแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบโดยอาศัยหลักวิชา ประสบการณ์ อุดมการณ์และวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหา   จริงอยู่ ระบอบประชาธิปไตยมีข้อบกพร่องมาก แต่เท่าที่ผ่านมา มนุษย์ก็ยังไม่พบระบอบการปกครองอื่นที่ดีไปกว่านี้  ระบบอนาธิปไตยไม่เคยใช้ได้สำเร็จในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีสังคมและปัญหาที่หลากหลายและสลับซับซ้อน  ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนจะร่วมกันสร้างประเทศไทยให้รุ่งเรื่องโดยการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เต็มรูปแบบ ไม่ไช่ไปหลงในลัทธิอนาธิปไตยที่มีมุมมองที่แคบ มุ่งแต่ผลระยะสั้น ไร้ทิศทาง ใช้ความรู้สึกส่วนตัว (เช่นกิเลศ ความอิจฉาริสยา และตัณหา) เป็นที่ตั้ง และไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

 

  
หน้าหลัก
 
หน้าหลัก ข้อมูลพรรค สมาชิกพรรค นโยบายพรรค ข่าวเด่นเพื่อไทย มัลติมีเดีย ปฏิทินพรรค ติดต่อ
  คำประกาศเจตนารมย์ หัวหน้าพรรค          
  เครื่องหมายพรรค กรรมการบริหารพรรค          
  ข้อบังคับพรรค ส.ส.แบบสัดส่วน          
  จุดยืนพรรค ส.ส.เขต          
               

  ตู้ ปณ. 222 ปณฝ รองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330  สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย  เลขที่ 1770 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310 โทร 02-653-4001