รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้ รัฐแก้ปัญหาไข่ไก่แพง ซ้ำรอยหน้ากากอนามัย ไล่จับรายย่อย แต่กลับไม่แตะ ต้นตอ-รายใหญ่ มีอำนาจคุมกลไกตลาด

27 มีนาคม 2563 นางสาวจิราพร สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาไข่ไก่ราคาแพงในช่วงวิกฤติโควิด-19 นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาล แต่กลับเลือกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยการไล่จับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ซึ่งเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ไม่ต่างจากกรณีขาดแคลนหน้ากากอนามัย คือ ไล่จับรายเล็กแต่ไม่สามารถจัดการรายใหญ่ที่กักตุนได้ 


ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่ ระบุว่า ภาพรวมไข่ไก่ในปี 2562 ไทยผลิตไข่ไก่ได้ราว 14,807 ล้านฟอง ส่งออก 418 ล้านฟอง หรือคิดเป็นร้อยละ 2.82 ของการผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไทยสามารถผลิตไข่ไก่ได้ราววันละ 40-41 ล้านฟอง ใช้บริโภคภายในประเทศวันละประมาณ 39 ล้านฟอง แต่ละวันจะมีไข่ไก่คงเหลือ 1-2 ล้านฟอง ในปี 2563 นี้ปริมาณการผลิตน่าจะไม่ต่างจากปีที่แล้วมากนัก และยังมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพิ่ม ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ทำให้ปริมาณการผลิตในประเทศน่าจะเพียงพอต่อการบริโภค


ที่ผ่านมาการบริหารจัดการของรัฐบาล ได้ปล่อยให้รายใหญ่มีอำนาจทางการตลาดชี้นำราคาไข่ไก่ในตลาด และปล่อยให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มีอิทธิพลต่อปัจจัยการผลิตจนเกษตรกรไม่มีอำนาจในการต่อรอง จะเห็นได้ว่าเมื่อไข่ไก่ราคาถูกเกษตรกรก็รับผลกระทบ แต่พอไข่ไก่ราคาแพง เกษตรกรก็ถูกควบคุมที่หน้าฟาร์ม ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนที่สูง ในสถานการณ์เช่นนี้ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยบางรายจึงจำเป็นต้องขึ้นราคาขายปลีกเพราะราคาขายส่งปรับตัวสูงขึ้น 


ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเข้าไปดูที่ต้นตอของปัญหา ตรวจสอบกลไกราคาที่ผิดปกติ ตั้งแต่ต้นทุนฟาร์ม การผลิต พ่อค้าคนกลาง ผู้ค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่ เพื่อไม่ให้เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และผู้บริโภคต้องรับภาระในขณะนี้ และควรทบทวนการบริหารจัดการสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงวิกฤติโควิด-19 ให้ดี โดยเฉพาะกรณีไข่ไก่ซึ่งเป็นอาหารพื้นฐานของคนทุกระดับ อย่าให้พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกรรายย่อย กลายเป็นแพะรับบาป และควรทำอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวทั้งระบบ ทั้งต้นตอของปัญหาด้านการผลิต และกลไกทางการตลาด อย่าบริหารจัดการเหมือนกรณีหน้ากากอนามัย ที่สุดท้ายขาดตลาดแล้วไล่จับแค่รายย่อย แต่รายใหญ่ยังลอยนวล