เพื่อไทยชี้แจงคลายปมถูกถอดถอน ยันทำถูกต้องทุกขั้นตอน ทั้งหลักกฎหมาย ข้อบังคับ และนิติบัญญัติประเพณี

เพื่อไทยชี้แจงคลายปมถูกถอดถอน ยันทำถูกต้องทุกขั้นตอน
ทั้งหลักกฎหมาย ข้อบังคับ และนิติบัญญัติประเพณี

“6 ประเด็นชี้แจง”กรณี
ป.ป.ช. ยื่นถอดถอน 248 ส.ส.แก้รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง

1. รัฐธรรมนูญ 2550 ได้
“ถูกยกเลิก” ไปแล้ว

• คณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหาว่าอดีต
ส.ส. ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่

ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550 มาตรา 291 (1) วรรคหนึ่ง

แต่เมื่อได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ฉบับที่ 11/2557 เมื่อวันที่ 23

พฤษภาคม 2557 ให้รัฐธรรมนูญ 2550
สิ้นสุดลง และต่อมาได้ประกาศใช้

รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
แล้ว จึงเท่ากับไม่มีมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ

2550
หรือมาตราอื่นใดใช้บังคับอยู่ที่จะให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.อาศัยเป็นฐาน

ในการพิจารณา
จึงเท่ากับว่ากฎหมายหลักที่ใช้เป็นข้อกล่าวหาชี้มูลความผิด

อันจะนำไปสู่การถอดถอนนั้นได้
“ถูกยกเลิก” ไปแล้ว

• การกล่าวอ้างของ
ป.ป.ช. ว่าได้มีมติวินิจฉัยไปก่อนวันที่ 23 พฤษภาคม 2557

ที่มีประกาศฉบับที่ 11/2557
ให้รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิก ผลก็คือ

ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิด
การดำเนินการทั้งหลายจะต้องสิ้นสุดลง

ตามหลักกฎหมายทั่วไป ป.ป.ช.จึงไม่มีอำนาจส่งเรื่องมายัง
สนช. ได้

2.
คำวินิจฉัยที่ปราศจากอำนาจย่อมไม่ผูกพันองค์กรอื่น

• การถอดถอนในครั้งนี้มีที่มาจากการใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งในเรื่องการรับคำร้องโดยตรงทั้งที่ไม่ผ่านอัยการสูงสุด

และการเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจตรากฎหมายของรัฐสภา
ทั้งที่รัฐธรรมนูญ

ไม่ได้ให้อำนาจ

• ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจเฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจ

ไว้เท่านั้น
เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา รัฐธรรมนูญ

ไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบได้
และมาตรา 291 มิได้ให้อำนาจ

ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

• ศาลรัฐธรรมนูญตีความขยายอำนาจตัวเองผิดไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

ไว้ในสองประการ ได้แก่

1)
ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาโดยตรง โดยที่ยังไม่ผ่าน

การตรวจสอบข้อเท็จจริงของอัยการสูงสุด

2)
การตีความของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อใช้อำนาจตรวจสอบ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา
เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการทำหน้าที่

ของฝ่ายนิติบัญญัติ
ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจ

• สำหรับกรณีที่คณะกรรมการ
ป.ป.ช. อ้างว่าตนเองต้องผูกพันในผลแห่งคดี

ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 15–18/2556 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550
ยังมีผลใช้บังคับอยู่ และประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ก็เป็นเรื่องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 68 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับที่

คณะกรรมการป.ป.ช.
พิจารณาคำร้องขอถอดถอนจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการพิจารณา

ตามมาตรา 270 และมาตรา 291

3. การดำเนินการของ
ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เที่ยงธรรม

• นายภักดี โพธิศิริ
กรรมการ ป.ป.ช. มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนที่จะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เพราะไม่ได้ลาออกจากบริษัท
องค์การเภสัชกรรม – เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ภายในกำหนด 15
วันนับแต่ได้รับแต่งตั้ง ซึ่งขัดต่อมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
พ.ศ.2542 ซึ่งถือว่า นายภักดี โพธิศิริ

มิได้มีสถานะทางกฎหมายเป็นกรรมการ
ป.ป.ช. มาตั้งแต่แรก จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

ที่จะเข้าประชุมและมีมติร่วมกับคณะกรรมการ
ป.ป.ช.

• นางสุภา ปิยะจิตติ
กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. มีผลตั้งแต่วันที่ 9

กันยายน 2557
แต่กลับไปลงนามในสำนวนชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557

มติให้ชี้มูลความผิดในคดีนี้ของคณะกรรมการ
ป.ป.ช. นี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

• นายวิชา มหาคุณ
ประธานคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง มีทัศนคติที่เป็นลบต่อ ส.ส. และ

ฝ่ายการเมือง
เพราะได้แสดงออกซึ่งทัศนคติดังกล่าวผ่านสาธารณะหลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคดีนี้ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และให้ความเห็นหลายครั้งในลักษณะของการชี้นำผลของคดีและได้แสดงออกถึงความไม่เป็นกลางทางการเมืองมาโดยตลอด
จึงไม่สมควรที่คณะกรรมการ
ป.ป.ช.จะแต่งตั้งเป็นองค์คณะในการไต่สวนและผู้รับผิดชอบสำนวน

• การไต่สวนของคณะกรรมการ
ป.ป.ช. นั้น มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการให้การต่อสู้คดีหรือไม่ได้รับโอกาสในการชี้แจงด้วยวาจาเพิ่มเติม
การที่ผู้ถูกกล่าวหา

เป็นจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ
แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.รีบเร่ง รวบรัด วินิจฉัยคดี ชี้มูลผู้ถูกกล่าวหา

• ผู้ร้องให้มีการถอดถอนเป็น
ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บุคคลเหล่านี้ได้ร่วมในการพิจารณาญัตติ

ขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐสภามาตลอดตั้งแต่วาระที่
1 วาระที่ 2 และวาระที่ 3

และยังได้ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาในวาระที่
2 เห็นได้ว่า ผู้ร้องเองก็สนับสนุนแนวคิด

ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ
ส.ว. แต่กลับมาร้องให้เป็นคดี และคณะกรรมการ

ป.ป.ช. ก็รับเรื่องไว้พิจารณา
แสดงถึงความไม่เที่ยงธรรมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

• คำร้องของผู้ร้องมิได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามข้อบังคับการร้องเรียนแต่อย่างใด
กรณีเช่นนี้

จึงถือเป็นคำร้องที่ไม่สมบูรณ์
ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ สนช. ไม่อาจรับไว้พิจารณาดำเนินการได้กรณีที่คณะกรรมการ
ป.ป.ช. รับคำร้องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง
จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อมาตรา 61 แห่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
อย่างชัดเจน 6

4. ถอดถอน
“ผู้ไม่มีตำแหน่ง”ออกจากตำแหน่ง

• องค์ประกอบสำคัญที่จะถอดถอนได้
คือ ผู้นั้นต้องยังดำรงตำแหน่งอยู่

การถอดถอนออกจากตำแหน่ง รัฐธรรมนูญ
2550 มาตรา 270 กำหนดไว้ชัดเจนว่า

“ผู้ดำรงตำแหน่ง”
ไม่ได้บัญญัติไปถึง “ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง” ด้วย
ดังนั้นการจะถอดถอน

ก็ต้องมีข้อเท็จจริงว่า
บุคคลนั้นต้องดำรงตำแหน่งอยู่ จึงจะถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งได้

• การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง

ที่คำนึงถึงตำแหน่งที่บุคคลนั้นดำรงอยู่เป็นสำคัญ
จึงให้องค์กรทางการเมือง คือ

วุฒิสภาเป็นผู้มีอำนาจถอดถอน
เมื่อผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ไปโดยการยุบสภา

จึงไม่สามารถถูกถอดถอนซํ้าสองอีกได้ ยุบสภา
= ส.ส.ทั้งหมดพ้นจากตำแหน่ง

5. แก้ข้อกล่าวหารายประเด็น

กรณีเปลี่ยนแปลงการปกครอง

• การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีข้อห้ามไว้ตามมาตรา 291 แต่เพียงห้ามแก้ไข

ซึ่งมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์

ทรงเป็นประมุข
หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐเท่านั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่อง

ที่มาของ
ส.ว.ก็เพื่อให้กระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. มีความเป็นประชาธิปไตย

และยึดโยงอำนาจของประชาชน โดยกำหนดให้
ส.ว. ซึ่งเดิมมาจากการเลือกตั้งบางส่วน

และสรรหาบางส่วน
แก้ไขเป็นให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จึงไม่ได้เป็นการแก้ไข

เพื่อการได้มาซึ่งอำนาจ
หรือเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่อย่างใด

กรณีร่างใหม่ VS ร่างเดิม

• เพื่อทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีความสมบูรณ์สอดคล้องกับหลักการ

ที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง
ซึ่งสามารถกระทำได้ โดยวิธีการอาจเป็นการแก้ไข

เฉพาะหน้าที่ผิด
หรือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือร่างพระราชบัญญัติ

ทั้งฉบับโดยยังคงใช้เลขรับเดิม
ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระ โดยที่

ไม่จำต้องให้สมาชิกรัฐสภามาเข้าชื่อกันใหม่

• เหตุที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมก็เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ซึ่งได้ทำก่อนที่ประธานรัฐสภา

จะอนุญาตให้บรรจุร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา

ซึ่งสามารถทำได้ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ที่ผ่านมาก็มีการทำเช่นนี้เป็นประจำ

ในกรณีของร่างพระราชบัญญัติ
ถือเป็นนิติบัญญัติประเพณีที่ปฏิบัติต่อกันมา

และผู้ร่วมเข้าชื่อเสนอญัตติก็ได้ทราบถึงการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นแล้ว
จนได้พิจารณาผ่านวาระ

ที่ 1 ที่ 2 และวาระที่ 3 สมาชิกรัฐสภาทุกคนก็ได้พิจารณาและอภิปรายในร่างแก้ไขเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญร่างเดียวมาตลอดตั้งแต่วาระที่
1 ถึงวาระที่ 3

• การนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาเปลี่ยนกับร่างเดิม
จึงเป็นขั้นตอนทางธุรการ

ก่อนบรรจุระเบียบวาระและเป็นไปตามหลักการที่ให้
ส.ว. มาจากการเลือกตั้งของ

ประชาชน ไม่จำกัดสิทธิของ ส.ว.
ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง

ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค
เพราะหลักการมาจากประชาชน ประชาชนจะเลือกหรือไม่

ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลักการดังกล่าวเป็นที่รับรู้ในหมู่มวลสมาชิกรัฐสภาที่เข้าชื่อเสนอญัตติ

กรณี ส.ส. VS หน้าที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

• การลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น
รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้ถือเป็นเอกสิทธิ์

โดยเด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ
2550 มาตรา 130

และถือเป็นขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
2550

มาตรา 291
จึงไม่มีกรณีใดที่จะถือว่ากระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

กรณีมติไม่ถอดถอน ส.ว.

• การถอดถอนอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 248 คน ออกจากตำแหน่งในครั้งนี้

เป็นกรณีเดียวกันกับที่ ป.ป.ช.
มีมติชี้มูลความผิดอดีตสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 38 คน

และที่ประชุมสภานิติญัตติแห่งชาติในการประชุมครั้งที่
16/2558 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม

2558 ได้มีมติไปแล้ว
โดยเสียงส่วนใหญ่ของ สนช. มีมติไม่ถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา

กรณีนี้เป็นประเด็นข้อกล่าวหาในเรื่องเดียวกัน
ข้อเท็จจริงอันเดียวกัน

• เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีมีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน
ก็สมควรมีมติไปในทำนองเดียวกัน

เมื่อ
สนช.มีมติไม่ถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา ก็ไม่สมควรที่จะถอดถอนอดีตสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎรด้วย

การลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็น
“เอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด” ของสมาชิกรัฐสภา

• สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาในการเสนอ

และพิจารณาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญได้

บัญญัติไว้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์

ไม่มีการกระทำใดที่จะถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

• การกระทำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
มิใช่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ

เพื่อล้มล้างการปกครองประเทศ
หรือกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง

ประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
หากแต่เป็นการกระทำที่อยู่ในกรอบ

และครรลองของวิถีทางประชาธิปไตย

• เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติได้ใช้อำนาจ

นั้นในนามของปวงชนชาวไทย
แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.

ก็เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองโดยตรง

และการดำเนินการก็อยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 291

โดยมิได้มีการล้มล้างการปกครอง
หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐใดๆ

• การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
จึงไม่ใช่เป็นการล้มล้าง

การปกครอง
และไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวงที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง
จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

E-Book : http://issuu.com/sample22/docs/6__________________________________