หมอเลี๊ยบ ร่วมรำลึก นพ.สงวน ย้อนโชคชะตา พร้อมสานต่อความฝันด้วย AI 

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ ทันตแพทย์หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ร่วมงาน ‘รำลึก 18 ปี การจากไปของ นพ.สงวน นิตยารัมพงศ์ (ผู้วางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย)’ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ (22 มกราคม 2569) โดยมี นพ.สุรพงษ์ ร่วมเวทีเสวนา ย้อนรำลึกจุดเริ่มต้นสิทธิบัตรทอง การทำงานร่วมกับหมอสงวน ยืนยันความสำคัญของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พร้อมเสนอแนวทางยกระดับ 30 บาทสู่อนาคตด้วย AI และเสนอเปลี่ยนความคิดเพื่อสร้างระบบที่เป็นอุดมคติใหม่

ในการร่วมเวทีเสวนา ‘อนาคตระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ : ประชาชนได้อะไร’ ประเด็นสนทนาเริ่มต้นด้วยการรำลึกถึง นพ.สงวน ในฐานะผู้ริเริ่มความคิดให้ประชาชนคนไทยมีหลักประกันสุขภาพ  นพ.สุรพงษ์ เล่าย้อนถึงสานต่อความฝันของ นพ.สงวน เป็นนโยบาย และย้อนอดีตไปยังวันที่ 24 ธันวาคม  2542 วันที่ นพ.สุรพงษ์ นิยามว่าเป็นวันแห่งโชคชะตา ‘โชคชะตา’ 

สำหรับ นพ. สุรพงษ์ อธิบายว่าคำว่า ‘โชคชะตา’ ไม่หมายถึงเพียงการพบปะกันระหว่าง นพ.สงวน และทางพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น และ นพ.วิชัย โชควิวัฒน ที่ตัดสินใจสานต่อความฝันไปสู่นโยบาย แต่โชคชะตาที่ทำให้โครงการหลักประกันสุขภาพ 30 บาท สัมพันธ์ทั้งจากความเคลื่อนไหวทางสังคมในขณะนั้น การได้ชัยชนะการเลือกตั้งและมีเสียงเป็นจำนวนมาก รวมถึงการเข้าร่วมงานของ นพ. มงคล ณ สงขลา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

จากความฝัน 20 ปีก่อน นพ.สุรพงษ์ ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยยืนยันในความสำคัญของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ชี้ให้เห็นว่าเป็นเวลาที่ควรพัฒนายกระดับความฝันให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปจาก 20 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม เทคโนโลยีและความเข้าใจเรื่องโรคที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าหากประเทศไทยเตรียมการรับมือได้ดี จะสามารถยกระดับบริการและประสิทธิภาพของ 30 บาทได้ 

ทั้งนี้ นพ.สุรพงษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศต้นแบบของหลักประกันสุขภาพเช่นประเทศอังกฤษ ล้วนกำลังปฏิรูปครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยที่ถือว่าเป็นแนวหน้าของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ย่อมต้องได้รับการพัฒนาเปลี่ยนให้สอดรับกับความท้าทายและบริบทใหม่ๆ 

ในการพูดคุยในรอบที่ 2 นพ.สุรพงษ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงบางช่วงของพัฒนาการ รวมถึงกล่าวถึงประเด็นและข้อเสนอเกี่ยวกับกองทุนเกี่ยวกับสุขภาพที่ถูกแยกออกเป็น 3 กองทุน ซึ่ง นพ.สุรพงษ์ ชี้ให้เห็นว่าเป็นปัญหาจากภาพสะท้อนการบริหารจัดการของระบบราชการที่แยกส่วนแบบไซโล(Silo) ต่างฝ่ายต่างทำในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบโดยเฉพาะการจัดการค่าใช้จ่ายของตนเอง โดย นพ.สุรพงษ์ ระบุว่าการรวมหรือจัดการกองทุนทั้ง 3 ยังไม่ใช่ประเด็นหลักของการดูแลบริการสุขภาพ แต่คือการรักษามาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ต้องเสมอกันของทั้ง 3 กองทุน

สำหรับการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสิทธิบัตรทอง 30 บาท นพ.สุรพงษ์ เริ่มที่การคิดใหม่ที่ไม่ใช่เริ่มจากปัญหาเช่นจำนวนบุคลากรหรือดูแลผู้ป่วย แต่คือการทบทวน ‘ระบบนิเวศ’ ที่จะทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าพัฒนาไปได้ถึงจุดที่ดีที่สุด โดย นพ.สุรพงษ์ ได้กล่าวถึงการเข้าถึงและการเชื่อมต่อข้อมูลที่จะทำให้เข้าใจทั้งข้อมูลทรัพยากรทางการแพทย์ อาทิจำนวนบุคลากร ทำให้จัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น

ในแง่ของระบบนิเวศ คือการมีหน่วยบริการร่วมให้บริการ คือกลุ่มภาคีวิชาชีพ อาทิ ร้านขายยา คลินิกกายภาพบำบัด ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุขและมีจำนวนมาก การดึงบริการและพื้นที่บริการสาธารณสุขเข้ามาร่วม เป็นหนึ่งในการทบทวนทรัพยากรทางสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมบริการประชาชนได้ดีที่สุด 

การเชื่อมต่อข้อมูลจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยในการเชื่อมต่อข้อมูลต้องแก้ไขข้อกฎหมายหรือความกังวลบางประการเช่นความกังวลด้านความปลอดภัยข้อมูลที่ต้องเสนอข้อกฎหมายเพื่อรองรับต่อไป

ในด้านการจัดสรรงบประมาณ นพ.สุรพงษ์ ได้ชี้ให้เห็นปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่เป็นการตั้งงบประมาณล่วงหน้า 2 ปี ทำให้การใช้งบประมาณมักไม่เพียงพอ ปัญหาจึงอยู่ที่การประมาณการณ์งบประมาณในอนาคตที่การคาดการณ์งบประมาณว่าสภาวะทางสุขภาพในสองปีข้างหน้าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก การมีระบบที่คิดคำนวนงบประมาณได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์จึงเป็นอีกเงื่อนไขการพัฒนา 

สำหรับการจัดการงบประมาณ นพ.สุรพงษ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการใช้งบประมาณเกือบครึ่งซึ่งเป็นการรักษาพยาบาลในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่ง นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดคือการรักษาโดยมุ่งประเมินความคุ้มค่าของการรักษา (value-based healthcare) คือการคิดถึงองค์รวมการรักษา และการพิจารณาการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)

ในช่วงสุดท้าย นพ.สุรพงษ์ ได้เสนอแนวคิดสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาร่วมทำให้การดูแลรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพขึ้น อาทิ ศักยภาพของ AI ในการร่วมเป็นผู้ช่วยแพทย์ทั้งในการจัดการบันทึกข้อมูล และเสนอแนวทางการวินิจฉัย นอกจากการแบ่งเบาภาระลดขั้นตอนการทำงานของแพทย์แล้ว AI ยังร่วมลดภาระงานเช่นการจัดการเรื่องงบประมาณและการเบิกจ่ายซึ่งหลายโรงพยาบาลใช้งานจริงแล้ว

ดังนั้นการใช้ AI เข้าร่วมในระบบบริการสุขภาพและประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงเป็นกลไกต่อเนื่องของการเชื่อมต่อข้อมูล เมื่อเชื่อมต่อข้อมูลและมีการใช้ AI ในการจัดการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลนั้น ในที่สุดรัฐจะสามารถวิเคราะห์ต้นทุนค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงข้อมูลการให้บริการในรายละเอียด ทำให้รัฐจะมีทั้งข้อมูลสุขภาพของประชาชนขนาดใหญ่และข้อมูลด้านงบประมาณซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจด้านงบประมาณที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ เป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ที่รัฐสามารถวางแผนด้านสุขภาพต่อไปได้

สุดท้าย นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีหรือการนำเอา AI มายกระดับ คือการเปลี่ยนระบบการจัดการ เปลี่ยนความคิด การคิดถึงความเปลี่ยนแปลงต้องคิดถึงการเปลี่ยนทั้งระบบจนได้ระบบที่เป็นอุดมคติที่สุด ที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

#พรรคเพื่อไทย #เพื่อไทยเบอร์9 #สุรพงษ์สืบวงศ์ลี #ยกเครื่อง30บาทด้วยAI 

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้