‘น้ำ จิราพร’ หนุนกฎหมายปกป้องความรุนแรงในครอบครัว พร้อมยกระดับทักษะผู้หญิง สร้างงานสร้างเงินจากที่บ้านได้

น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า เห็นด้วยกับที่ น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ ได้ฉายภาพให้พวกเราเห็น เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้หญิงมีพื้นที่และมีบทบาทในการเป็น ‘ผู้กําหนดนโยบาย’ (Decision Maker) นโยบายที่สนับสนุนและปกป้องสิทธิสตรีจะถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

น.ส.จิราพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาในช่วงที่ตนดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และการทํางานในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะส่งเสริมและยกระดับบทบาทสตรี ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เราต้องมองไปถึงบริบทของภูมิภาคด้วย เพราะปัญหาโครงสร้างที่กดทับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจ หรือความรุนแรง มันเป็นปัญหาไร้พรมแดน

ตนได้รับเกียรติให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการด้านสมาชิกรัฐสภาสตรีของสมัชชารัฐสภาอาเซียน (WAIPA) ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 44 โดยนำตัวแทนผู้หญิงที่ทํางานการเมืองจากทั้งอาเซียนมาพูดคุยกัน เพื่อสร้างความร่วมมือและส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในระดับ

นโยบายของภูมิภาค

น.ส.จิราพร กล่าวว่า เราแลกเปลี่ยนกันว่า แต่ละประเทศมี Best Practice หรือแนวปฏิบัติที่ดีอย่างไรในการปกป้องผู้หญิงจากความรุนแรงข้ามชาติ การค้ามนุษย์ หรือแม้แต่การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจให้ผู้หญิงสามารถยืนหยัดได้ด้วยลําแข้งของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสําคัญที่จะทําให้ผู้หญิงหลุดพ้นจากวงจรการพึ่งพาที่นําไปสู่ความรุนแรง

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับสิทธิสตรี เห็นได้จากนโยบายต่างๆ เช่น ฉีด วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก HPV ฟรี, การยกระดับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่เริ่มก่อตั้งในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ศูนย์พึ่งได้ One Stop Crisis Center (OSCC) สายด่วน 1300 เป็นการบูรณาการของหลายหน่วยงานให้ความช่วยเหลือความรุนแรงของสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ซึ่งช่วยลดความรุนแรงได้ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล OSCC ก็ไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ นายกฯ แพทองธาร ให้นโยบายยกระดับ OSCC โดยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สายด่วน  1111 รวมถึงการนำแพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์มาใช้รับแจ้งเหตุ ให้หน่วยงานต่างๆเข้ามาช่วยเหลือได้รวดเร็วมากขึ้น 

น.ส.จิราพร กล่าวว่า นอกจากนี้พรรคเพื่อไทย ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับสิทธิมนุษยชน และสร้างความเท่าเทียมในทุกมิติ สิ่งที่เราภาคภูมิใจและทําสําเร็จเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วก็คือ กฎหมายสมรสเท่าเทียม หลายคนอาจจะถามว่าเรื่องสมรสเท่าเทียมมาเกี่ยวอะไรกับสิทธิสตรี ซึ่งมันเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เพราะหัวใจของมันคือการทลายกรอบคิดแบบปิตาธิปไตย หรือความคิดชายเป็นใหญ่ ที่กําหนดว่าครอบครัวต้องประกอบด้วยชายและหญิงเท่านั้น การผ่านกฎหมายฉบับนี้เป็นการประกาศจุดยืน และยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ที่จะทลายมายาคติในเรื่องนี้ พร้อมกับการโอบรับความหลากหลายทางเพศ และให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน เมื่อเราเคารพในความหลากหลาย เราก็จะเคารพในสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นเพศใดก็ตาม

น.ส.จิราพร กล่าวว่า เมื่อเราหันกลับมาดูสถานการณ์และสถิติความรุนแรงในครอบครัวในบ้านเรา มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นทุกปี ในมุมหนึ่ง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตกใจ น่าสลดใจ และเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงว่าโครงสร้างสถาบันครอบครัวของเรากําลังมีรอยร้าวที่รุนแรงมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขามีความกล้าที่จะส่งเสียงถึงสังคม กล้าที่จะปกป้องตัวเอง ในฐานะ สส.ต้องช่วยให้ความกล้าของผู้หญิงได้รับการคุ้มครอง ซึ่งกฎหมายเก่าที่เน้นการไกล่เกลี่ย โดยที่ละเลยผู้เสียหายต้องได้รับการแก้ไข 

ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะรีบผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทําด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับใหม่ เพราะเราต้องการเปลี่ยนกระดานใหม่ทั้งหมด เราต้องเพิ่มหลักการ “ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง” กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องให้ความสําคัญกับการนําผู้เสียหายออกจากวงจรความรุนแรงอย่างเด็ดขาด โดยไม่เน้นการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที มันจะไม่ใช่แค่การคุ้มครองผู้หญิง แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกครอบครัวในสังคมไทยให้ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

น.ส.จิราพร กล่าวว่า จากที่เราได้ดูสารคดีและเห็นภาพสะท้อนจากสังคม ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการขยายนิยามความรุนแรง ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ ‘ ให้ครอบคลุมพฤติกรรมและพลวัตทางอํานาจ ระหว่างผู้กระทําและผู้ถูกกระทําอย่างแท้จริง เพราะในความเป็นจริง ความรุนแรงมันซับซ้อนและมีหน้าตาที่หลากหลายกว่าแค่รอยฟกชํ้าดําเขียวจากการทําร้ายร่างกาย 

ถ้าเราดูกันที่ข้อมูลสถิติปี 2567 มันสะท้อนภาพที่ชัดเจนมากว่าความรุนแรงทางเพศ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวมีจํานวนพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สังคมเรามักจะมีมายาคติที่ว่าแต่งงานกันแล้ว เป็นสามีภรรยากันแล้ว จะทําอะไรกับเนื้อตัวร่างกายของอีกฝ่ายได้ ซึ่งเป็นความคิดที่อันตราย และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

น.ส.จิราพร กล่าวว่า หลักการสําคัญที่เรายึดในร่างกฎหมายใหม่นี้ คือการนิยามความรุนแรงทางเพศแบบอิงหลักความยินยอม นั่นหมายความว่า พฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศหรือการข่มขืน สามารถเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ของคู่สมรสค่ะ ทะเบียนสมรสไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครยํ่ายีร่างกายใคร ร่าง พ.ร.บ. นี้จะระบุและเอาผิดเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ เรายังปรับเปลี่ยนนิยามของ ‘บุคคลในครอบครัว’ ใหม่ เพื่อสอดรับกับความสําเร็จของ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เราได้เปลี่ยนคําว่า ‘สามี-ภรรยา’ ให้กลายเป็นคําว่า ‘คู่สมรส’ ซึ่งมีความเป็นกลางทางเพศ เพื่อให้รัฐสามารถเข้าไปคุ้มครองครอบครัวทุกรูปแบบ ที่มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยน ถือว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่มากของกฎหมายฉบับนี้ คือการบรรจุคําว่า ‘ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ’ (Economic Abuse) เพราะงานวิจัยทั่วโลกต่างระบุตรงกันว่าความยากจน และการพึ่งพิงทางรายได้ เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดที่ทําให้ผู้หญิงติดหล่มอยู่ในวงจรความรุนแรง หลายครอบครัวสามีไม่ได้ทุบตีภรรยา แต่เขาใช้วิธียึดอํานาจทางการเงิน เช่น บังคับให้ภรรยาลาออกจากงานมาอยู่บ้าน ยึดบัตร ATM ไม่ให้เงินใช้จ่าย สร้างหนี้สินในชื่อของภรรยา

น.ส.จิราพร กล่าวว่า กฎหมายฉบับใหม่ของเรา จึงกําหนดนิยามความรุนแรงทางเศรษฐกิจแบบคํานึงถึง เศรษฐานะและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้มองแค่เรื่องการเงินเพียงมิติเดียว การจงใจตัดโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตของคู่ชีวิต ก็ถือเป็นความรุนแรงที่กฎหมายต้องเอาผิด

การมีกฎหมายเอาผิดที่เฉียบขาดเพียงอย่างเดียวมันไม่พอ ถ้าผู้หญิงก้าวเท้าออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แล้วเธอไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ไม่มีเงินส่งลูกเรียน สุดท้ายเธอก็ต้องจําใจเดินกลับไปหาคนที่ทําร้ายเธออยู่ดี ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายต้องเดินควบคู่ไปกับการยกระดับโอกาสทางเศรษฐกิจ

น.ส.จิราพร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเข้าใจสมการนี้ดี เราถึงผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสตรีมาโดยตลอด ตั้งแต่ในอดีตที่เราได้ริเริ่ม และยกระดับ ‘กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี’ เพื่อให้ผู้หญิงในระดับฐานรากเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยตํ่า นําไปสร้างอาชีพและตั้งตัวได้โดยไม่ต้องง้อใคร และนโยบาย 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS) เรามีการยกระดับทักษะ Upskill Reskill ให้กับพวกเธอ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านงานคราฟต์ การทําอาหาร การเป็นครีเอเตอร์ หรือทักษะดิจิทัล เพื่อให้พวกเธอสามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้จากที่บ้านได้

“เมื่อผู้หญิงมีแหล่งรายได้เป็นของตัวเอง สิ่งที่เธอจะได้กลับมาไม่ใช่แค่เงิน แต่คืออํานาจในการต่อรอง การเคารพตัวเอง นโยบายที่เราเคยทําเหล่านี้จะให้ผู้หญิงมีอิสระ มีสิทธิเลือกที่จะกําหนดชีวิตของตัวเอง และก้าวหลุดพ้นความรุนแรงในครอบครัวอย่างยั่งยืน” น.ส.จิราพรกล่าว

.

#พรรคเพื่อไทย #เพื่อไทยเพื่อผู้หญิงไทย #8มีนาวันสตรีสากล #IWD2026