‘เพื่อไทย’ ร่วมตั้งข้อสังเกต EFTA ให้มีความรัดกุม เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569  ที่รัฐสภา สส.พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด และนางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา ร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (FTA-EFTA)

น.ส.จิราพร สินธุไพร กล่าวว่า ข้อสังเกตประเด็นแรก ภายใต้กฎเกณฑ์ WTO มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) มีข้อยกเว้นกับประเทศกำลังพัฒนา หากประเทศมีส่วนแบ่งการนำเข้าสินค้าชนิดนั้นไม่เกินร้อยละ 3 ของปริมาณการนำเข้าสินค้านั้นโดยรวม หมายความว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่ได้รับการยกเว้นนี้ 

น.ส.จิราพร กล่าวว่า FTA ทุกฉบับที่ผ่านมาไทยไม่เคยให้แต้มต่อประเด็นมาตรการ Safeguard กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ในการเจรจา EFTA ได้ขอให้ไทยปฏิบัติเหมือนประเทศที่กำลังพัฒนา ถ้าไทยรับข้อเสนอนี้ แล้วไม่ยึดหลักการ WTO ต่อไปไทยตกอยู่ในภาวะยากลำบากในการเจรจา ไทยอาจจะถูกประเทศคู่เจรจา FTA กดดันให้รับแต้มต่อเกินกว่ากรอบของ WTO 

สถานการณ์ปัจจุบันมีสินค้าต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาดในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือมาตรการตอบโต้การอุดหนุน อาจจะไม่เพียงพอต่อการปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทำให้เราต้องใช้ Safeguard มากขึ้น ซึ่งหากไปให้แต้มต่อกับหลายประเทศก็จะเกิดปัญหาในอนาคต

ประเด็นที่ 2 การทำ FTA พูดถึงการเปิดเสรีการค้า และภาคบริการ เน้นการขจัดอุปสรรคทางการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการระหว่างกัน ตนอยากให้มาดูการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะการให้บริการข้ามพรมแดน เช่น โทรคมนาคม อินเตอร์เน็ต E-commerce ต้องดูกฎหมายในประเทศด้วยว่าคุ้มครองการซื้อขายออนไลน์ได้เพียงพอหรือไม่ ยกตัวอย่าง กรณีแอปสัญชาติจีนที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายของไทย หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการใช้บริการ ก็ไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายกับบริษัทแม่ของแอปได้ 

ดังนั้น การเจรจา  FTA  ภายใต้ข้อ E-commerce หรือ Cross border supply ต้องคำนึงกฎหมายภายในประเทศด้วย หากเรายังไม่มีกฎหมายครอบคลุม ก็ต้องระมัดระวังในการเจรจาให้รอบคอบ ไม่ให้เปิดเสรีทั้งหมด หรือมีการเขียนข้อจำกัดไว้ โดยให้บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มมาจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย

“ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA หลายฉบับ ดิฉันขอฝากข้อสังเกตเหล่านี้ เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ไปประกอบการพิจารณาจัดทำกรอบความตกลงการค้าเสรีในอนาคต ให้มีความรัดกุม เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ” น.ส.จิราพรกล่าว

นางฐิติมา ฉายแสง กล่าวว่า เราคงไม่ได้มาดูตัวเลขการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ทุกครั้งที่ประเทศไทยทำความตกลงการค้าเสรีนั้น เรากำลังพิจารณาทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร พร้อมกับการยกระดับขีดความสามารถด้วยหรือไม่ ส่วนข้อกังวลมีคนทั้งได้และเสียผลประโยชน์ คนปรับตัวไม่ทัน 

ส่วนประเทศนอร์เวย์ ที่มีการส่งออกปลาแซลม่อนจำนวนมาก มีความน่าสนใจที่มีการทำอย่างไรให้ภาคการประมงเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกได้ ซึ่งนอร์เวย์มีการลงทุนการวิจัย เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ระบบการควบคุมโรค มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มแข็ง การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้มาตรฐานคุณภาพสินค้า 

“ความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่ไปเซ็นสัญญา แต่อยู่ที่ว่าประเทศได้อะไรกลับมา แข่งขันได้ดีขึ้นหรือไม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นหรือไม่” นางฐิติมากล่าว

#เพื่อไทย #จิราพรสินธุไพร #ฐิติมาฉายแสง #EFTA