‘สส.ธงธรรม’ ย้ำจุดยืนนิรโทษกรรมให้ทุกฝ่ายยอมรับ เชื่อในอนาคตสังคมไทยพร้อมพูดเรื่องละเอียดอ่อน ชี้ ไม่มีใครได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครสูญเสียทุกอย่าง
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร นายธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และได้ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 137
นายธงธรรม กล่าวว่า โดยปกติแล้ว เวลาที่สภาฯ แห่งนี้อภิปรายร่างกฎหมายส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการอภิปรายเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ แต่วันนี้ สิ่งที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่จะเป็นกฎหมายเพื่อเยียวยาบาดแผลในอดีตของคนไทย และสิ่งที่เรากำลังพิจารณาในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่บอกว่าเราพร้อมหรือยังที่จะก้าวออกจากความขัดแย้งที่ยาวนานถึง 20 ปี
ตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านความขัดแย้งทางการเมืองหลายครั้ง มีการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้ชุมนุม เปลี่ยนสีเสื้อ เปลี่ยนหลายอย่าง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งก็มีคนที่เชื่อว่าตัวเองกำลังปกป้องประเทศ ปกป้องประชาธิปไตย และเชื่อว่าตัวเองกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่ กลับกลายเป็นบาดแผลของทุกฝ่าย มีผู้เสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บ มีผู้ถูกจ ากัดอิสรภาพ มีหลายครอบครัวที่รอสมาชิกกลับบ้าน และมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังใช้ชีวิตอยู่กับบาดแผลจากความขัดแย้งจนถึงวันนี้ แต่ในเมื่อเรากำลังจะเยียวยาบาดแผลเหล่านั้นสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุม และสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ไม่ครอบคลุม ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนควรได้รับความชัดเจน
เมื่อครั้งที่สภาฯ แห่งนี้ เคยรับหลักการในวาระที่ 1 ร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดชัดเจนว่าไม่ครอบคลุมความผิดฐานทุจริต / ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ในขณะเดียวกันยังมีประชาชนอีกหลายพันคน ที่จะได้รับโอกาสกลับไปใช้ชีวิตตามปกติจาก พรบ. ฉบับนี้กลับไปทำงาน ไปดูแลครอบครัว ไปเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นประชาชนคนหนึ่งของประเทศนี้
ตนยอมรับว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ โดยหลังการพิจารณาของวุฒิสภา ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกหนึ่งจุดที่สำคัญ คือมาตรา 11 ซึ่งเดิมสภาแห่งนี้ออกแบบไว้เพื่อเปิดช่องทางพิเศษให้ผู้ที่กระทำความผิดขณะอายุยังไม่ถึง 18 ปี สามารถขอเข้าสู่กระบวนการแก้ไขบำบัดฟื้นฟู แทนการดำเนินคดีได้ซึ่งวุฒิสภาได้เพิ่มถ้อยคำไม่ให้ช่องทางนี้ใช้กับคดีตามมาตรา 112 และผมเข้าใจถึงความผิดหวังนี้ เพราะทุกคนต่างมีความคาดหวังต่อกฎหมายฉบับนี้ แต่การเมืองในโลกแห่งความจริงแทบไม่เคยมีกฎหมายฉบับใด ที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ทุกอย่างที่ต้องการ
หากวันนี้สภาเลือกที่จะตั้งคณะกรรมาธิการร่วม สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนเลยก็คือ เราจะต้องรอและระหว่างที่เรารอ ก็จะมีประชาชนอีกหลายพันคนที่ยังไม่ได้รับโอกาสกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ อย่างน้อยอีกประมาณหนึ่งปี และต่อให้เราเลือกที่จะรอก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะเมื่อหลักการของกฎหมายถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วาระที่ 1 แล้ว โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมาย ก็แทบเป็นไปไม่ได้
ในขณะเดียวกัน หากมองตามข้อเท็จจริงในวันนี้ ก็ไม่มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ถูกคุมขังจากความผิดตามมาตรา 112 ดังนั้น การรออีกหนึ่งปี ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์เพิ่มเติมอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ และหากมองตามคณิตศาสตร์ทางการเมืองในรัฐสภาชุดนี้ โอกาสที่คณะกรรมาธิการร่วมจะสามารถเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมายได้ ก็มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น วันนี้ สิ่งที่เรากำลังจะต้องตัดสินใจก็คือ เราจะเลือกให้ประเทศเดินหน้าได้ทันที หรือจะเลือกให้ทุกอย่างหยุดรอ และเป็นการหยุดรอโดยไม่มีหลักประกันว่าสิ่งที่เราหวังจะเกิดขึ้นจริง
หัวใจของกฎหมายฉบับนี้ คือการก้าวไปให้ไกลที่สุด เท่าที่สังคมไทยในวันนี้จะยอมรับร่วมกันได้
ไม่มีใครได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครสูญเสียทุกอย่าง การที่เราจะตัดสินใจผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้
ไม่ใช่ปลายทางของเรื่องนี้ แต่มันคือก้าวแรก และเชื่อว่าก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง ย่อมมีค่ามากกว่าก้าวที่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่มีวันเกิดขึ้น
ผมเข้าใจดีว่า สำหรับหลายครอบครัวเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการ หรือ สัญลักษณ์ทางการเมือง แต่คือชีวิตจริงของคนที่พวกเขารัก และเพราะเข้าใจอย่างนั้น ผมจึงยิ่งต้องพูดตรงๆ วันนี้ เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้ประชาชนอีกหลายพันคน ได้รับอิสรภาพเร็วขึ้น หรือจะให้พวกเขารอต่อไป บนเส้นทางที่ไม่มีหลักประกันว่าจะได้อะไรเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นตนจึงขอความกรุณาจากสมาชิกทุกท่าน อย่าให้การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของพวกเรา ไปพรากโอกาสของคนอีกหลายพันคน ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งปี หรือแม้แต่หนึ่งวัน เพราะหนึ่งวันสำหรับคนที่กำลังถูกคุมขัง มันคืออีกหนึ่งวันที่เขาไม่ได้กลับบ้าน อีกหนึ่งวันที่ครอบครัวพวกเขาต้องเฝ้ารอ และอีกหนึ่งวันที่ชีวิตของเขายังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้
แต่สำหรับพวกเราที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ วันนี้คือวันที่เรายังมีโอกาสตัดสินใจได้ว่าจะให้การรอนั้นสิ้นสุดลงเร็วขึ้นหรือไม่
“ขอย้ำอีกครั้งว่าจุดยืนของผมและพรรคเพื่อไทย คือการหาจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ และก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในก้าวแรก และในอนาคตเมื่อวันหนึ่งที่สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่พร้อมจะพูดคุยกันในประเด็นที่ละเอียดอ่อนกว่านี้ เราก็จะสามารถกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อก้าวต่อไปให้ได้ไกลกว่าเดิม” นายธงธรรมกล่าว
“หากเราทุกคนเชื่อมั่นในประชาธิปไตยจริงๆ ผมอยากบอกว่าประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่เกิดจากการที่คนซึ่งคิดต่าง ยังเลือกเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้ และผมเชื่อว่า การผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือคำตอบว่าประเทศไทยพร้อมแล้ว ที่จะเริ่มก้าวออกจากความขัดแย้ง และเดินไปข้างหน้าร่วมกันอีกครั้ง” นายธงธรรมกล่าว
#เพื่อไทย #ธงธรรมเวชยชัย #นิรโทษกรรม #คนเสื้อแดง #สร้างเสริมสังคมสันติสุข
บทความที่เกี่ยวข้อง