ศึกษาฯ ผนึก อว.-มหาดไทย-กลาโหม ยกระดับแผนความปลอดภัยโรงเรียน 5 มิติ 

15 สิงหาคม 2569 จากกรณีการเกิดพฤติกรรมข่มขู่ก่อเหตุรุนแรง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากกรณีพบข้อความข่มขู่ก่อเหตุรุนแรงในสถานศึกษาหลายแห่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat) ในช่วงเวลาที่สังคมมีความเปราะบาง คณะรัฐมนตรีมีมติยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ผนึกกำลังร่วมกับกระทรวง อว. กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม พร้อมแจ้งแนวปฏิบัติไปยังสถานศึกษา 4 กลุ่มทั่วประเทศ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ตั้งแต่การคัดกรองกายภาพ การประสานความมั่นคง การประเมินภัยคุกคามและดูแลสุขภาพจิต การป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบด้วยหลัก Stop & Report และการพัฒนากฎหมายระยะยาวโดยเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยของสถานศึกษา เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

.

นายประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศและแจ้งแนวปฏิบัติไปยังสถานศึกษาทั้ง 4 กลุ่มทั่วประเทศ ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาในกลุ่มจังหวัดและกระทรวงมหาดไทย โรงเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสถานศึกษาในกลุ่มกระทรวง อว. เพื่อให้ทุกแห่งยกระดับการเฝ้าระวังและใช้มาตรฐานความปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน โดยยึดความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรเป็นสำคัญ

.

โดยมีแนวดำเนินงานครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่ 

.

​มิติที่ 1 การคัดกรองและรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ โดยให้มีการตรวจสอบบุคคลและสิ่งของก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเข้มงวด นำรูปแบบการรักษาความปลอดภัยจากต่างประเทศและอุปกรณ์ตรวจจับมาปรับใช้ให้เหมาะกับความเสี่ยง รวมถึงการซักซ้อมแผน ‘หนี ซ่อน สู้’ ที่สถานศึกษาต้องมีการซ้อมแผนเอาชีวิตรอด ‘หนี ซ่อน สู้’ (Run, Hide, Fight) อย่างต่อเนื่อง พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุเพื่อให้ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาสามารถปฏิบัติได้จริงทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน 

​มิติที่ 2 การประสานงานด้านความมั่นคง โดยฝ่ายความมั่นคงสืบสวนและประเมินภัยคุกคาม ส่วน ศธ. ดูแลนักเรียนและครูโดยตรง พร้อมจัดระบบสื่อสารภายในที่รวดเร็วเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติ

​มิติที่ 3 การประเมินภัยคุกคามและดูแลสุขภาพจิต จัดตั้งทีมสหวิชาชีพ (ผู้บริหาร นักจิตวิทยา ตำรวจ) ประเมินคัดกรองข้อความข่มขู่ พร้อมแก้ปัญหาความเครียด การบูลลี่ และจัดตั้ง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย’ ประจำทุกโรงเรียน เชื่อมโยงสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 และสายด่วนสุขภาพจิต 1323

​มิติที่ 4 การสื่อสารและป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ โดยสถานศึกษายึดหลัก ‘หยุด’ และ ‘แจ้ง’ (Stop & Report) เมื่อพบข้อความข่มขู่ ให้หยุดส่งต่อ เก็บหลักฐาน และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ห้ามแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก พร้อมกำหนดมาตรการเฝ้าระวังพิเศษ 13 วันหลังเกิดเหตุรุนแรงระดับชาติ 

​มิติที่ 5 การพัฒนาโครงสร้างกฎหมายระยะยาว ศธ. เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยของสถานศึกษา เข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยให้เป็นระบบถาวร โดยศึกษาและปรับใช้มาตรฐานจากต่างประเทศให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมปรับปรุงระเบียบกระทรวงฯ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2548 ให้ครอบคลุมภัยคุกคามลวงผ่านช่องทางไซเบอร์ และกําหนดให้เป็นการกระทําผิดในระดับร้ายแรงสูงสุด รวมทั้งผลักดันจัดตั้งอัตรากำลังนักจิตวิทยาคลินิกประจำโรงเรียนขนาดใหญ่ด้วย

.

นายประเสริฐกล่าวย้ำว่า ​”เราจะไม่ประมาทต่อข้อความข่มขู่ทุกกรณี แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นจุดสนใจ หรือเปิดพื้นที่ให้เกิดการเลียนแบบ ขอให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนยึดหลัก Stop & Report คือ ‘หยุด’ การเผยแพร่ ‘เก็บ’ หลักฐาน และ ‘แจ้ง’ เจ้าหน้าที่ทันที ทั้งนี้ ศธ.ได้เผยแพร่หลักสูตรความรู้ต้านโลกดิจิทัลและสิทธิส่วนบุคคลไปยังสถานศึกษาแล้ว เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบและความรับผิดชอบทางกฎหมายก่อนเกิดพฤติกรรม พร้อมกำหนดมาตรการเฝ้าระวังพิเศษเป็นเวลา 13 วันภายหลังเกิดเหตุรุนแรงระดับชาติ รวมทั้งได้ประสาน กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) จัดทำคู่มือจริยธรรมสำหรับการรายงานข่าวในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้การสื่อสารของทุกฝ่ายไม่ซ้ำเติมเหตุการณ์ด้วยแล้ว” 

.

#พรรคเพื่อไทย #ประเสริฐจันทรรวงทอง #กระทรวงศึกษาธิการ #ความปลอดภัยในโรงเรียน #Copycat #SchoolSafety