‘สส.ทราย’ เสนอ 7 ข้อ แก้ปัญหาน้ำท่วมน่าน เปลี่ยนวิธีคิดบริหารน้ำอย่างยั่งยืน ทบทวนบทบาท สทนช. ขับเคลื่อนแผนให้เกิดขึ้นจริง
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน (ทราย) สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มอย่างเป็นระบบและยั่งยืน กรณีจังหวัดน่าน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ
“ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนชาวน่านทุกครอบครัวที่ต้องสูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน พื้นที่เกษตร เครื่องมือทำมาหากิน และต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง” น.ส.ณัฐธิดากล่าวเปิด
เหตุการณ์ที่จังหวัดน่านครั้งนี้ ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา และไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดน่านแต่เป็นปัญหาร่วมกันของทุกคน อุทกภัยระหว่างวันที่ 19–22 สิงหาคม ส่งผลกระทบรวม 7 อำเภอ 42 ตำบล 356 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 23,827 ครัวเรือน รวม 67,129 คน และมีผู้เสียชีวิต 4 ราย
พื้นที่ตำบลภูคา อำเภอปัว มีปริมาณฝนสะสมใน 24 ชั่วโมงสูงถึง 367 มิลลิเมตร ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินสไลด์อย่างรุนแรง ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า รูปแบบฝนกำลังเปลี่ยนไป
ฝนอาจไม่ได้ตกต่อเนื่องทั้งเดือนเหมือนในอดีต แต่ตกหนักมากในพื้นที่จำกัดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จนดินอุ้มน้ำไม่ทัน และมวลน้ำไหลจากภูเขาลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็วนี่คือสภาพที่เรียกว่าเป็น “เรนบอมบ์” หรือฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ
สำหรับพื้นที่ภูเขา ฝนลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความเสี่ยงเพียงน้ำท่วม แต่เพิ่มความเสี่ยงพร้อมกันถึงสามชั้น คือ น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ดังนั้น การแก้ปัญหาจะมองเฉพาะระดับน้ำในแม่น้ำน่านไม่ได้ แต่ต้องมองตั้งแต่เมฆฝน ความอิ่มตัวของดิน เส้นทางน้ำ ชุมชนริมฝั่ง ไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำเป็นระบบเดียวกัน
ดิฉันขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ปภ ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัคร และประชาชนทุกคน ซึ่งปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง และขอชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลโดยเฉพาะ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ได้ลงพื้นที่ สั่งการให้เร่งช่วยเหลือ ฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค และติดตามมวลน้ำอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าการลงพื้นที่ทำให้รองนายกฯ ยศชนันเห็นปัญหาจริงของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการผลักดันนโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศต่อไป
นอกจากนั้น ก็ขอชื่นชมการดำเนินการรัฐบาลในการ การขอรับความช่วยเหลือ ไม่ต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หรือแนบภาพถ่ายน้ำท่วม มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในระยะเร่งด่วน แต่ไม่เพียงพอหลังจากน้ำลด สิ่งที่สภาแห่งนี้ต้องช่วยกันตอบให้ได้ คือ เราจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของอุทกภัย
วันนี้ประเทศไทยจึงต้องเปลี่ยนจาก ‘การบริหารเหตุการณ์’ ไปสู่ ‘การบริหารความเสี่ยง’ จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล 7 ประการ ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงจังหวัด และทั้งลุ่มน้ำจังหวัดเสี่ยงภัยต้องมีแผนที่ความเสี่ยงเดียวกัน ซึ่งรวมข้อมูลฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยงดินถล่ม เส้นทางน้ำป่า จุดคอขวด ถนนและสะพานที่เสี่ยงถูกตัดขาด ตลอดจนพิกัดของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และกลุ่มเปราะบาง ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่ในหลายหน่วยงาน ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ Gistda กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ดังนั้น จึงควรพัฒนาไปสู่การมีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเป็นศูนย์กลางข้อมูลและคำสั่งที่ชัดเจน ภายใต้หลักการ **หนึ่งพื้นที่ หนึ่งฐานข้อมูล หนึ่งคำเตือน และหนึ่งผู้บัญชาการเหตุการณ์**
นอกจากนี้ ยังควรมีจัดการความเสี่ยงดินโคลนถล่มแยกจากการจัดการน้ำท่วม ดินถล่มเป็นภัยที่มีเงื่อนไขต่างออกไป และอาจเกิดขึ้นหลังฝนหยุดแล้ว เพราะดินยังอิ่มตัวด้วยน้ำ รัฐบาลควรให้กรมทรัพยากรธรณีร่วมกับจังหวัด มหาวิทยาลัย รวมถึงชุมชน จัดทำแผนที่ความเสี่ยงระดับหมู่บ้าน สำรวจพื้นที่ลาดชันเหนือชุมชนอย่างต่อเนื่อง พื้นที่เสี่ยงสูงควรมีเครื่องวัดฝนและความชื้นในดิน มีจุดสังเกตการณ์โดยชุมชน และมีเกณฑ์อพยพที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ประการที่ 2 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จำเป็น และเชื่อมกับ โครงข่ายขนาดกลางและขนาดเล็ก (Function กับ Area ต้องเชื่อมโยงกัน) จึงอยากให้รัฐบาลกลับมาดู Master Plan ของลุ่มน้ำทั้งหมด
และผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่มีความจำเป็น เช่น ในบางลุ่มน้ำขาดแคลนพื้นที่กักเก็บน้ำตั้งแต่ต้นน้ำจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งซ้ำซาก โครงการที่ศึกษาแล้ว โครงการใดคุ้มค่า ผ่านข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว และประชาชนยอมรับ ควรรีบดำเนินการและกำหนด Timeline ให้ชัดเจน
แต่โครงการขนาดใหญ่อย่างเดียวไม่เพียงพอ โครงการในระดับพื้นที่ ก็มีความสำคัญอย่างมาก เราต้องพัฒนาเครือข่าย คลองย่อย คลองซอย ระบบระบายน้ำ ให้เชื่อมต่อกันทั้งระบบเพื่อการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก และการชลประทานส่งน้ำเพื่อการเกษตรในหน้าแล้ง ช่วยทั้ง Flood Management และ Irrigation Management
สิ่งที่เราเจอแทบทุกจังหวัดคือ การขาดงบประมาณบำรุงรักษา ระบบชลประทานระดับพื้นที่ตำบล
คลองตื้นเขิน วัชพืชเต็มคลอง มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ประตูระบายน้ำเปิดปิดไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท แต่ต้องอาศัยการสำรวจและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง
ขอเสนอให้ชลประทานทุกจังหวัด โยธาธิการและผังเมือง องค์การบริหารส่วนตำบล ในพื้นที่เสี่ยงมี Waterway Audit หรือการสำรวจเส้นทางน้ำก่อนฤดูฝนทุกปี แล้วแก้ก่อนฝนมาเพื่อช่วยให้การระบายน้ำดีขึ้น
ประการที่ 3 คนในพื้นที่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการน้ำ รัฐจำเป็นต้องสร้างแนวคิดและกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการสร้างองค์ความรู้ และการเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการน้ำ เพราะ ไม่มีใครรู้จักน้ำในพื้นที่ดีเท่าคนที่อยู่ในพื้นที่ ชาวบ้านรู้ว่าคลองไหนตื้นเขินตรงไหนมีสิ่งกีดขวาง และตรงไหนที่ฝนตกหนักแล้วต้องระวัง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำตนเอง
ศึกษาเส้นทางน้ำ ทำผังน้ำ ชี้จุดเสี่ยง ร่วมกำหนดโครงการ และดูแลระบบข้อมูลจากชุมชนต้องถูกเชื่อมเข้ากับข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ทั้งชลประทาน ปภ. สทนช. เพื่อให้เรามีหนึ่งพื้นที่ หนึ่งฐานข้อมูล หนึ่งแผนบริหารจัดการน้ำ
ประการที่ 4 พัฒนาระบบเตือนภัยที่รวดเร็วแม่นยำและนำไปปฏิบัติได้ อย่าให้ประชาชนต้องได้รับเพียงคำเตือนว่า “ให้เฝ้าระวัง” การเตือนภัยเพียงแค่ฝนจะตกหนัก หรือให้ประชาชนระวังน้ำป่าไหลหลาก ยังไม่เพียงพอ ประชาชนต้องรู้ว่าน้ำจะมาถึงพื้นที่ใด เวลากี่โมง ระดับของความรุนแรงเท่าไหร่ อพยพเมื่อใด ไปที่ไหน และระยะเวลาในการเตือนภัย ควรนานพอให้ประชาชนเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และไปอยู่ในที่ปลอดภัยได้ทัน ดังนั้นระดับของการพยากรณ์ควรต้องเข้มข้นขึ้น แม่นยำขึ้น รู้ล่วงหน้านานขึ้น มีเกณฑ์อพยพที่ระบุไว้ชัดเจน
การเตือนภัยต้องส่งผ่านหลายช่องทาง ทั้งโทรศัพท์มือถือ หอกระจายข่าว ผู้นำชุมชน และอาสาสมัคร เพราะบางพื้นที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือไฟฟ้าอาจถูกตัด ทุกชุมชนควรมีรายชื่อผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีจุดปลอดภัย และซ้อมอพยพก่อนฤดูฝนทุกปี
ประการที่ 5 ป่าต้นน้ำต้องสร้างทั้ง “น้ำ” และ “รายได้” การฟื้นฟูป่าต้นน้ำมีความสำคัญ แต่แนวทางในการรักษาป่าอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องให้คนที่อยู่กับป่าไม้ มีรายได้อย่างมั่นคง ตนเสนอให้ประเทศไทยศึกษารูปแบบ Sustainable Forest Management อย่างจริงจัง
ประเทศอย่างเยอรมนีบริหารป่าโดยมองป่าเป็นทั้งระบบนิเวศและระบบเศรษฐกิจ เราสามารถใช้ประโยชน์จากป่า การตัดแบบเลือกต้นหรือหมุนเวียนในพื้นที่ที และเว้นช่วงเวลาให้ป่าฟื้นตัวได้ และรักษาป่าให้สามารถสร้างรายได้ควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้
ประเทศไทยควรศึกษาว่า เราจะออกแบบ ป่าชุมชนและป่าเศรษฐกิจต้นน้ำแบบหมุนเวียน ได้หรือไม่
เริ่มจากพื้นที่ขนาดเล็ก กำหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์อย่างเข้มงวด ตัดแล้วต้องปลูกและฟื้นฟู
ตรวจสอบด้วยดาวเทียม และให้รายได้กลับไปสู่ชุมชนผู้ดูแลป่า
เปลี่ยนจากแนวคิด “คนกับป่าต้องแยกออกจากกัน” เป็น“ทำอย่างไรให้คนมีรายได้จากการรักษาป่า” เพราะหากชุมชนมีรายได้จากป่าที่สมบูรณ์ ป่าก็จะมี “เจ้าของที่ช่วยดูแล” หลายพันหลายหมื่นคน
และป่าต้นน้ำที่แข็งแรง คือโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่มีค่าที่สุดของประเทศ
ประการที่ 6 ทบทวนบทบาท สทนช. และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สทนช. ไม่ควรมีภาพจำเพียงหน่วยงานที่ ศึกษา ทำแผน และประสานแผน แต่ต้องมีบทบาทนำในการตอบให้ได้ว่า โครงการใดแก้ปัญหาได้ โครงการใดควรรื้อฟื้น ติดกฎหมายหรือขั้นตอนใด ต้องใช้งบประมาณเท่าไร และจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด
เราต้องทำให้ สทนช. เปลี่ยน จาก Planner ไปสู่ Driver เป็นเจ้าภาพที่ผลักดันให้แผนเกิดขึ้นจริง
พร้อมกันนั้น รัฐบาลควรทบทวนพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ว่า เมื่อเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยรูปแบบใหม่ กฎหมายมีข้อจำกัดต่อการทำงานเชิงป้องกันหรือไม่ และมีกฎหมายหรือขั้นตอนใดทำให้โครงการล่าช้าเกินควร
ประการที่ 7 ฟื้นฟูประชาชนและเศรษฐกิจ เงินช่วยเหลือรวม 6,700 บาท เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น แต่การฟื้นฟูชีวิตประชาชน รัฐบาลควรเร่งสำรวจความเสียหายด้านบ้านเรือน พื้นที่เกษตร ปศุสัตว์ เครื่องจักร ร้านค้า และการท่องเที่ยว โดยใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างจังหวัด หน่วยงานต่างๆรวมถึงธนาคารรัฐ เพื่อลดภาระเอกสารของประชาชน
เกษตรกรต้องได้รับทั้งเงินช่วยเหลือ เมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต การพักชำระหนี้ และแผนฟื้นฟูดินหลังน้ำลด ผู้ประกอบการรายย่อยต้องมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือสินเชื่อฉุกเฉิน เพื่อซ่อมร้าน ซื้ออุปกรณ์ และกลับมาเปิดกิจการได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ต้องมีระบบดูแลสุขภาพจิตของผู้ประสบภัย เพราะผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จบลงพร้อมกับวันที่น้ำลด
สุดท้าย ปัญหาน้ำของประเทศไทยขึ้นอยู่กับ ‘Political Will’ ดิฉันทำงานเรื่องน้ำมาระยะหนึ่ง และยิ่งพบว่าประเทศไทย ไม่ได้ขาดความรู้ ข้อมูล งานศึกษา แบบจำลอง เรามีวิศวกร มีนักวิชาการที่มีความสามารถ สิ่งที่เราขาดในบางช่วงเวลา คือ พลังที่จะผลักดันทุกอย่างให้เกิดขึ้นจริง
การแก้ปัญหาน้ำจะเดินเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพียงใด เพราะต้องใช้ทั้งงบประมาณ อำนาจในการบูรณาการ ความต่อเนื่อง และความรู้ เพื่อทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาควิชาการ และประชาชน เดินไปในทิศทางเดียวกัน
ตนอยากฝากถึงรัฐบาลว่าเราไม่ได้ต้องการคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาอีกแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือคนที่ตั้งใจจะแก้ปัญหาจริงๆ กล้าตัดสินใจ ตามงาน ลงพื้นที่ คนที่ถามว่าโครงการติดอยู่ตรงไหน แล้วไปปลดล็อกตรงนั้น ที่สำคัญเมื่อฝนหยุด ยังทำงานเรื่องนี้ต่อ เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ดีที่สุด คือ การทำให้ประชาชนสูญเสียน้อยที่สุดก่อนน้ำจะมา
“เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ควรเป็นเพียงการทำให้จังหวัดน่านกลับมาเหมือนเดิม แต่ต้องทำให้น่าน และประเทศไทยพร้อมกว่าเดิม แข็งแรงกว่าเดิม และอยู่กับน้ำได้อย่างยั่งยืนกว่าเดิม ขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยอย่างจริงจัง”
#เพื่อไทย #ณัฐธิดาเทพสุทิน #น้ำท่วมน่าน #น้ำท่วม
บทความที่เกี่ยวข้อง