พม. ผนึกกำลัง กห. ขับเคลื่อน ‘บ้านมั่นคงชายแดน’ ชูยุทธศาสตร์ชุมชนชายแดนเข้มแข็ง พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ยกระดับคุณภาพชีวิต 26 จว.752 ชุมชน และครอบครัวทหารผ่านศึก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ ห้องรับรอง กระทรวงกลาโหม นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เข้าพบหารือข้อราชการร่วมกับพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อวางกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับความมั่นคงของมนุษย์ควบคู่กับความมั่นคงของชาติ โดยมุ่งสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนและกำลังพลผู้เสียสละ

.

การหารือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่าง “ฝ่ายความมั่นคง” และ “ฝ่ายพัฒนาสังคม” ซึ่งมุ่งเน้นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่มอย่างตรงจุด ได้แก่:

.

1. ประชาชนและชุมชนตามแนวชายแดนใน 26 จว.752 ชุมชน/หมู่บ้าน 259,037 ครัวเรือน :

.

สร้าง “ชุมชนชายแดนเข้มแข็ง” พร้อมความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็ง ยกระดับยุทธศาสตร์การป้องกันชายแดนเชิงรุก ผ่านแนวคิด “ชุมชนชายแดนเข้มแข็ง” โดยมุ่งสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหลัง มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีอาชีพที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นกลไกเฝ้าระวังและรักษาอธิปไตยที่มีประสิทธิภาพสูงสุดปลดล็อกการใช้ที่ดินความมั่นคง ทั้งสองหน่วยงานร่วม พิจารณาแนวทางบูรณาการการใช้ประโยชน์ที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำมาจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดย พอช. จะเข้ามาร่วมวางผังและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และหน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) และ กรมการทหารช่าง ร่วมกับกิจการพลเรือน ลงพื้นที่สนับสนุนเครื่องจักร วัสดุ และกำลังพลในการก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน

.

2. ครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจน: 

.

ดูแลสิทธิประโยชน์ คืนเกียรติยศและสวัสดิการแก่ผู้ปิดทองหลังพระ

.

2.1 เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างแท้จริง: พม. และ กห. เล็งเห็นถึงความเสียสละของนักรบชุดดำ (ทหารพราน) และทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการแล้ว ซึ่งครอบครัวจำนวนมากยังประสบปัญหาความยากจนและไม่มีบ้านเป็นของตนเอง

.

2.2 แพ็กเกจดูแลเฉพาะกลุ่ม: บูรณาการฐานข้อมูลเพื่อสำรวจและส่งมอบความช่วยเหลือรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรม การส่งเสริมทุนประกอบอาชีพสำหรับคู่สมรส และสวัสดิการ สุขภาพองค์รวม เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียสละสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

.

3. ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงครามและกลุ่มเปราะบาง

.

3.1 ระบบฟื้นฟูเยียวยาแบบไร้รอยต่อ: กำหนดแนวทางดูแลทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ โดย พม. จะนำนวัตกรรมและบริการด้านคนพิการเข้ามาเสริม ทั้งกายอุปกรณ์ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้รองรับ Universal Design (อารยสถาปัตย์) และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

.

3.2 ส่งเสริมอาชีพใหม่รองรับการใช้ชีวิต: เปิดช่องทางฝึกอบรมทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพื่อให้สามารถกลับมาสร้างรายได้และเป็นเสาหลักให้แก่ครอบครัวได้อีกครั้ง ควบคู่กับการดูแลกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ในพื้นที่ติดชายแดน เช่น ผู้สูงอายุติดเตียง และเด็กด้อยโอกาส

สำหรับโครงการนี้ เป็นโครงการที่มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 มีกิจกรรมสำคัญดังนี้ 

.

1) การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนการเตรียมความพร้อมชุมชนและการพัฒนายกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง 

.

2) อุดหนุนที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคพื้นที่ความมั่นคงพื้นที่ปลอดภัยและการจัดการทรัพยากรข้ามแดน 

.

3) การบริหารจัดการการฯ  โดยสำหรับในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน/หมู่บ้าน 4,563 ครัวเรือน ประกอบด้วย จังหวัด สระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีบุรีรัมย์ และศรีสะเกษ 

.

โดยหลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายมีมติร่วมกันในการเร่งจัดตั้ง คณะทำงานร่วม (Joint Working Group) เพื่อกำหนดแผนงาน กรอบงบประมาณ และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน โดยจะรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการบูรณาการดังกล่าว เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ในการอนุมัติกรอบความร่วมมือ การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และการจัดสรรงบประมาณบูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย “ความมั่นคงทางทหารเคียงคู่ความมั่นคงของมนุษย์” เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

.

#พรรคเพื่อไทย #นิกรโสมกลาง #บ้านมั่นคงชายแดน