‘ยศชนัน’ เยือนดินแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อไทยทะยานสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทีมประเทศไทยเยือนประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2569 เป้าหมายสำคัญของภารกิจนี้คือการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” (New Engine of Growth) ดึงนวัตกรรมและพันธมิตรระดับโลก เพื่อยกระดับประเทศไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” อย่างเต็มภาคภูมิ 

.

การเยือนดินแดนอาทิตย์อุทัยครั้งนี้ อัดแน่นไปด้วยวาระสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศสู่น่านฟ้าและโอกาสใหม่ๆ ซึ่งสามารถไล่เรียงตามไทม์ไลน์ได้ดังนี้

.

– 4 ตุลาคม : จุดประกายเวทีโลก ณ เกียวโต และ 3 โปรเจกต์ยักษ์

.

ศ.ดร.ยศชนัน ได้ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดการประชุม Science and Technology in Society forum (STS forum) ครั้งที่ 23 ณ นครเกียวโต ท่ามกลางนักวิจัยชั้นนำ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล และรัฐมนตรีจากกว่า 30 ประเทศ

.

ไฮไลต์สำคัญคือการท้าทายให้นักวิจัยทั่วโลกหันมามอง “การเงินบนฐานทุนธรรมชาติ” (Natural Capital Financing) โดยเสนอว่าไทยสามารถนำความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมาตีมูลค่าทางบัญชีเพื่อสร้างความมั่นคงได้ ไม่ต่างจากประเทศค้าน้ำมัน ซึ่งไทยได้เริ่มนำร่องบัญชีทุนธรรมชาติ (NCA) แล้วที่จังหวัดน่าน

.

บนเวทีเดียวกัน รองนายกฯ ได้ประกาศ 3 ยุทธศาสตร์หลักที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1. Siam Silica ยกระดับไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก 2. Siam Medica ดันไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Hub) และ 3. Siam Terra พลิกโฉมเกษตรกรสู่การเป็นเจ้าของห่วงโซ่คุณค่าอาหารและยา

.

– 4 ตุลาคม : ผนึก MEXT ต่อยอด Detroit of Asia สู่เทคโนโลยีอนาคต

.

นอกรอบการประชุม STS forum ศ.ดร.ยศชนัน ได้หารือทวิภาคีกับ นายเซกิ โยชิฮิโระ รมว.การศึกษาฯ ของญี่ปุ่น (MEXT) เพื่อหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่มาแทนที่อุตสาหกรรมเดิม

.

ทั้งสองฝ่ายมุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจอวกาศ, ควอนตัม, Physical AI, หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และไฮโดรเจน พร้อมเตรียมปูทางอัปสกิลแรงงานผ่านโครงการ ‘Skill Bridge’

.

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าโปรเจกต์ ‘Siam Photon Source-II’ เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับ 3 GeV ที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง ซึ่งร่วมมือกับ JICA โดยตั้งเป้าให้เป็นเครื่องที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน

.

– 5 ตุลาคม : ดึง “ม.เกียวโต-ม.โอซากา” ชูไทยเป็น Sandbox เซมิคอนดักเตอร์

.

คณะของไทยเดินหน้าเข้าพบอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกียวโตและมหาวิทยาลัยโอซากา สองมหาวิทยาลัยยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น มีการลงนาม (LOI) ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อใช้ไทยเป็น “Regulatory Sandbox” สำหรับการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อนลุยตลาดอาเซียน

.

พร้อมทั้งเตรียมเชื่อมฐานข้อมูลศูนย์ AI4M-hub เข้ากับโปรเจกต์ Siam Silica เพื่อใช้ AI เร่งการออกแบบวัสดุเซมิคอนดักเตอร์โดยไม่ต้องพึ่งแค่แล็บ

.

ส่วนการหารือกับมหาวิทยาลัยโอซากา มุ่งขยายเครือข่ายงานวิจัยด้าน AI ทางการแพทย์, IC Design และควอนตัม พร้อมเตรียมตั้งกองทุน Matching Fund และระบบจับคู่นักวิจัยไทย-ญี่ปุ่น

.

– 5 ตุลาคม : ถก 2 โนเบลเคมี เล็งใช้วัสดุรูพรุนสู้ฝุ่น PM2.5

.

ศ.ดร.ยศชนัน ได้เข้าหารือกับผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี 2 ท่าน เริ่มจาก ศ.ดร.ซูซูมุ คิตางาวะ (โนเบลปี 2568) เพื่อดึงเทคโนโลยี “วัสดุรูพรุน” (MOFs) มานำร่องแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในไทย

.

ตามด้วย นายโคอิจิ ทานากะ (โนเบลปี 2545) จากบริษัท ชิมัดสึ ที่แสดงความชื่นชมยุทธศาสตร์เวลเนสของไทย พร้อมแนะให้นักวิจัยไทยทลายกำแพงเพื่อทำงานข้ามสายให้มากขึ้น

.

ศ.ดร.คิตางาวะ ยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลไทยต้อง “กล้าลงทุน” ในวิทยาศาสตร์พื้นฐานอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง

.

จับมือ “ชิมัดสึ” พลิกโฉมจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้ร่วมสร้าง”

.

อีกหนึ่งก้าวประวัติศาสตร์คือการร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม LOI ระหว่าง วช., วว. และ บริษัท ชิมัดสึ คอร์ปอเรชัน ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องมือวิเคราะห์ของโลก

.

เป้าหมายคือการล้างภาพจำที่ไทยเป็นเพียง “ลูกค้า” ซื้อเครื่องมือวิทย์ราคาแพง สู่การเป็น “พันธมิตรผู้ร่วมสร้าง” (Co-create) เทคโนโลยี ความร่วมมือนี้จะช่วยอัปสกิลบุคลากรไทย และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานให้กับ 3 ยุทธศาสตร์เรือธง (Siam Medica, Siam Silica, Siam Terra) ได้อย่างทรงพลัง

.

– 5 ตุลาคม : เยือนโกเบ ผนึก “NICT” เตรียมแจกทุน-เปิดแล็บรับคนไทย

.

ปิดท้ายภารกิจที่เมืองโกเบ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เข้าพบ ดร.ฮิเดโอะ โอโนะ ประธานสถาบัน NICT หน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีสื่อสารระดับชาติของญี่ปุ่น

.

การหารือครั้งนี้นำมาซึ่งความตกลงร่วมมือผ่านการลงนาม LOI กับหน่วยงาน บพค. ของไทย โดยมีผลถึงปี 2572 ซึ่งจะเกิดผลเชิงประจักษ์ 3 ด้านทันทีในปี 2570 คือ การแจกทุนวิจัยร่วม, การเปิดแล็บ NICT ให้นักวิจัยไทยเข้าไปทำงาน และการใช้ไทยเป็นสนามทดสอบเทคโนโลยี

.

เทคโนโลยีขั้นสูง 4 ด้านที่จะนำมาพัฒนาร่วมกัน ได้แก่ ชิปพลังแสง, ควอนตัมพลังแสงที่ใช้ในอุณหภูมิห้องได้, สุดยอดระบบกันแฮก (PQC) และเซนเซอร์อัจฉริยะ (Biosensors)

.

การเดินสายเยือนญี่ปุ่นของ ศ.ดร.ยศชนัน ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ที่พร้อมขยับสถานะจากชาติ “ผู้ตามและผู้ซื้อเทคโนโลยี” ก้าวขึ้นเป็น “ผู้ร่วมพัฒนา” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาไทยทะยานสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคตอันใกล้

.

#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #ญี่ปุ่น