‘สุริยะ-ปิยะรัฐชย์’ นำทัพผู้บริหารลงพื้นที่กำแพงเพชร เดินหน้าแผนจัดการน้ำ สร้างความมั่นคงภาคเกษตร เตรียมชงงบ 8,000 ล้านบาท จัดรถเกี่ยวข้าว EV ลดต้นทุนชาวนา
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ติดตามการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน พร้อมมอบนโยบายและปัจจัยการผลิตเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพแก่เกษตรกร โดยมีนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วม
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม ต.ถ้ำกระต่ายทอง เพื่อพบปะประชาชนและเกษตรกร พร้อมมอบนโยบายและปัจจัยการผลิต ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการด้านการเกษตร โดยได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน รวมถึงการแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพและเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ
นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของภาคการเกษตร การมีแหล่งน้ำที่มั่นคงและเพียงพอจะช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและอุทกภัย ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ ระบบชลประทาน และการกระจายน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และเกิดประโยชน์สูงสุด
จากนั้น นายสุริยะ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังสำนักงานชลประทานที่ 4 ต.หนองปลิง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและระบบชลประทาน การเร่งระบายน้ำพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนและพื้นที่การเกษตร พร้อมส่งเสริมการนำเทคโนโลยี Big Data และ AI มาสนับสนุนการวิเคราะห์ วางแผน และพัฒนาระบบเตือนภัยด้านน้ำให้มีประสิทธิภาพ
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน การพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำและปรับปรุงระบบระบายน้ำให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ปรับรูปแบบการผลิตให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำ ตลอดจนสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าและนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการตลาด ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงทำให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ แต่ต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” นายสุริยะกล่าว
จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหาด้านการเกษตร และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายและปัจจัยการผลิตเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพ โดยมีนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วม ณ หอประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร
นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งน้ำและระบายน้ำ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ควบคู่กับการรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ประชาชนและเกษตรกรมีน้ำอุปโภคบริโภคที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและการเพาะปลูก สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรให้มีความอยู่ดีกินดี
จากนั้น นายสุริยะ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังอาคารอเนกประสงค์เทศบาลตำบลทุ่งทราย อ.ทรายทองวัฒนา โดยได้มอบนโยบายและปัจจัยการผลิต พร้อมพบปะเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ นายสุริยะเน้นย้ำถึงการพัฒนาและปรับปรุงระบบชลประทานในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัวให้มีประสิทธิภาพ และขอให้แต่ละหน่วยงานรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชน เพื่อนำไปสู่การเร่งแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่
นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนงานด้านชลประทานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งกรมชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกร เพื่อร่วมกันดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานและผลักดันการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานราก รวมถึงส่งเสริมให้ภาคการเกษตรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ในส่วนของแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการผลิต นายสุริยะ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท จากกรอบเงินกู้รัฐบาล 200,000 ล้านบาท เพื่อจัดหารถแทรกเตอร์หรือรถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) ประมาณ 500 คัน ซึ่งใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ หากได้รับอนุมัติจะช่วยให้ชาวนาได้ใช้บริการรถเกี่ยวข้าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนจากค่าจ้างเกี่ยวในปัจจุบันที่เพิ่มจากไร่ละ 300 บาท เป็นเกือบ 500 บาท ทั้งยังลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนเมื่อเทียบกับการใช้รถเกี่ยวข้าวแบบเดิมได้มากถึงหมื่นล้านบาทในระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรในระยะยาว
ในช่วงท้าย นายสุริยะ และคณะ ได้เดินทางไปยังบึงสาธารณะ หมู่ที่ 3 ต.ไทรงาม พบปะพี่น้องประชาชนและมอบพันธุ์สัตว์น้ำแก่เกษตรกร เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติและเป็นแหล่งอาหาร รวมถึงสร้างโอกาสด้านอาชีพและรายได้ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและการบริหารจัดการทำประมงอย่างถูกวิธี เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและส่งต่อทรัพยากรที่มีคุณค่าให้แก่คนรุ่นหลัง
#เพื่อไทย #สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #ปิยะรัฐชย์ติยะไพรัช #ชลประทาน #รถเกี่ยวข้าวอีวี #กำแพงเพชร
บทความที่เกี่ยวข้อง















