ปิดช่องโหว่กฎหมายเดิม รมว.แรงงาน ชง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานทำที่บ้าน แก้ปมเบี้ยวเงิน–คิดดอกเบี้ยผิดนัด ปรับใหญ่เกณฑ์จ้างงาน ยกระดับห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ทำงานอันตราย

21 ต.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทันต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ได้บังคับใช้มาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้บทบัญญัติเดิมไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการจ้างงานในปัจจุบัน ที่ผ่านมาผู้รับงานไปทำที่บ้านมักเผชิญปัญหาการได้รับค่าตอบแทนล่าช้า การถูกผิดนัดชำระเงิน ขาดหลักประกันความปลอดภัย และยังมีความเสี่ยงในการใช้แรงงานเด็กทำงานอันตราย กระทรวงแรงงานจึงได้เสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เป็นธรรม รวดเร็ว และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญครอบคลุมเนื้อหาดังนี้

1.ปรับปรุงและขยายบทนิยามให้ครอบคลุม แก้ไขบทนิยามคำว่า “งานที่รับไปทำที่บ้าน” “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” และ “พนักงานตรวจแรงงาน” ให้ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มบทนิยามคำว่า “เอกสาร” เพื่อรองรับเอกสารอิเลกทรอนิกส์และกระบวนการทำงานในยุคปัจจุบัน

2.คุ้มครองค่าตอบแทนและกรณีผิดนัดชำระเงิน กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องรับผิดในดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มหากผิดนัดไม่ชำระค่าจ้างหรือไม่คืนหลักประกันตามกฎหมาย พร้อมวางแนวทางที่ชัดเจนในการวางเงินชำระค่าตอบแทนแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ตลอดจนทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย

3.ยกระดับการคุ้มครองแรงงานเด็กตามมาตรฐานสากล ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านอย่างเด็ดขาด และปรับเพิ่มเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กที่ห้ามทำงานที่มีลักษณะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย จากเดิมอายุ 15 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 18 ปี

4.กำหนดค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ปรับปรุงเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าตอบแทนและระบุสกุลเงินในการจ่ายให้ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงาน

5.ปรับโครงสร้างคณะกรรมการฯ คำนึงถึงความเสมอภาค ปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน โดยคำนึงถึงสัดส่วนระหว่างหญิง-ชาย และมิติด้านเพศสภาพให้มีความเหมาะสมและเท่าเทียม

6.ปรับปรุงบทกำหนดโทษและมาตรการทางกฎหมาย เพิ่มโทษสำหรับกรณีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานที่เป็นอันตราย ขณะเดียวกันได้นำมาตรการปรับเป็นพินัยมาบังคับใช้กับความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น กรณีไม่จัดทำเอกสาร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความผิด รวมถึงกำหนดเหตุระงับคดีอาญาเมื่อผู้จ้างงานได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว

นายจุลพันธ์ กล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความเป็นธรรม ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชนและภาพรวมของประเทศ อีกทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานแรงงานของไทยในสายตาสากล จึงขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณาและรับหลักการแห่งร่าง พ.ศ. ฉบับนี้ โดยกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไป

#พรรคเพื่อไทย #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #กระทรวงแรงงาน #ผู้รับงานไปทำที่บ้าน #ประชุมสภา