การจะทำให้ระบบสาธารณสุขดีขึ้น เป็นวิสัยที่รัฐบาลต้องจัดสรรได้

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ร่วมเวที ประชันวิสัยทัศน์พรรคการเมือง “ผ่าตัดใหญ่ ระบบสุขภาพไทย” ทาง Thairath News (24 มกราคม 2569) เวทีการพูดคุยสำคัญที่รวมเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณะสุขทุกสาขา จาก 31 องค์กรทั่วประเทศ โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมือง ร่วมตอบคำถามและเสนอวิสัยทัศน์เพื่อแก้ปัญหาบริการสุขภาพและบริการสาธารณสุขของประเทศต่อไป

ในการตอบคำถาม นพ.สุรพงษ์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการบริการสาธารณสุข ประเด็นสำคัญในการเสนอวิสัยทัศน์ของ นพ.สุรพงษ์ เน้นไปที่การคิดหรือเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เพื่อมองให้เห็นหรือจินตนาการระบบนิเวศในระบบบริการสุขภาพและสาธารณสุขขึ้นใหม่ตามบริบทเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป 

นพ.สุรพงษ์ ให้ความสำคัญกับการปรับตัว  เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีการประเมิน ทั้งการประเมินค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการบริหารจัดการงบประมาณซึ่งทำให้เกิดปัญหา เช่นการประเมินราคาของการรักษาพยาบาลที่ไม่ตั้งอยู่บนข้อมูลจริง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการงบประมาณของกองทุนสุขภาพของประเทศไทยที่มีถึง 3 กองทุน รวมถึงการจัดการงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข

แกนสำคัญของข้อเสนอของ นพ.สุรพงษ์ คือ ชี้ให้เห็นปัญหาในการบริหารโดยเฉพาะการจัดการงบประมาณที่มีปัญหาในการข้อมูลและการเชื่อมต่อข้อมูล ทั้งเพื่อการประเมินงบประมาณอย่างเหมาะสม หรือการใช้ข้อมูลเพื่อทำให้การรักษามีความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในประเด็นต่างๆ ที่มีการซักถามในการพูดคุย ตั้งแต่การรับมือสังคมสูงวัย การบริหารจัดการกองทุนสุขภาพ ความยั่งยืนของกองทุนสุขภาพ และวิกฤติบุคลากร 

นพ.สุรพงษ์ ได้ชี้ให้เห็นประเด็นต่างๆ อาทิ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ยังไม่มีความเข้าใจ รวมถึงมิติการใช้งบประมาณที่กว่าครึ่งเป็นการดูแลช่วงท้ายของชีวิต ความเข้าใจนี้ทำให้ดูแลผู้สูงอายุด้วยการป้องกันโรคที่ดีขึ้น ลดการใช้งบประมาณที่มีแนวโน้มมากขึ้นเมื่อผู้สูงอายุอายุยืนยาวขึ้น

ในมิติการบริหารจัดการกองทุน นพ.สุรพงษ์  ชี้ว่า การบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด งบด้านสาธารณสุขและการศึกษาถือว่าควรให้ความสำคัญสูงสุด ไม่ควรถูกตัดทอน และกล่าวถึงเงื่อนไขสำคัญของการจัดสรรงบประมาณที่อิงจากฐานในอดีต ทำให้การคาดการณ์และประเมินโดยคิดจากฐานเดิม แต่ควรต้องประเมินเป็นปีต่อปี ตามมุมมองและความต้องการในปัจจุบัน 

ในแง่การจัดการรูปแบบการจ่าย นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่า รูปแบบการเบิกจ่ายของกองทุนสุขภาพ 3 กองทุนของไทยคือ ข้าราชการ บัตรทอง และประกันสังคม ควรต้องวางมารตรฐานกลางในการประเมินรูปแบบและการรักษาพยายามให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 

ในประเด็นสำคัญคือสวัสดิภาพและความเป็นธรรมของบุคลากร นอกจากการทบทวนเรื่องค่าตอบแทนและต้องทบทวนระบบใหม่ทั้งหมดแล้ว นพ.สุรพงษ์ ยังกล่าวย้ำถึงบริบททางสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เสนอการใช้ AI เข้kร่วมทำงาน ทั้งการร่วมแบ่งเบาภาระของแพทย์และบุคลากรจากระดับช่วยอำนวยความสะดวกในการวินิจฉัยโรค ลดบางขั้นตอนโดยเฉพาะการเก็บข้อมูล เสนอทางเลือกให้แพทย์ ร่วมเป็นผู้ช่วยในการคัดกรอง 

ทั้งนี้ยังได้ชี้กระบวนการสำคัญในการใช้ AI สนับสนุนระบบสาธารณสุข คือการนำส่งข้อมูลเพื่อการเบิกจ่าย ในทางกลับกันในการอนุมัติงบ ก็อาจใช้ AI คือการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ ทำให้การบริหาร การกำหนดประเมินงบประมาณ มีรายละเอียด ทั้งรัฐก็จะมีข้อมูลสุขภาพคนไทยที่เคลื่อนไหวอย่างเรียลไทม์ไปพร้อมกันทั้งระบบ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ‘AI จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น เข้าใจเรื่องต้นทุนได้มากขึ้น โอนเงินได้เร็วขึ้น’ ซึ่งยิงตรงถึงการแก้ปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของประเทศ

จากการพูดคุย ภาพรวมสำคัญที่ นพ.สุรพงษ์ เสนอคือการคิดใหม่ทั้งระบบโดย นพ.สุรพงษ์ เรียกว่าเป็น ‘ระบบนิเวศของระบบบริการสุขภาพ’ ที่ต้องไม่มองเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องตั้งความหวังให้สูง ‘ให้ระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบสาธารณสุขของไทย เป็นระบบที่เป็นต้นแบบของโลกให้ได้’ การคิดใหม่ นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่าบริบทความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเปลี่ยนในกระดับกระบวนทัศน์ เป็นเงื่อนไขและถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทย จะมีภาพระบบนิเวศใหม่ทั้งระบบของบริการสุขภาพไทยร่วมกัน

#พรรคเพื่อไทย #เพื่อไทยเบอร์9 #สุรพงษ์สืบวงศ์ลี #30บาท #healthcare 

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้