พลิกโฉม ‘รถไฟไทย’ ผนึกนักวิจัยดันของไทย 100% ชุบชีวิตแรงงานยานยนต์สู่อุตสาหกรรมราง ‘ศ.ดร.ยศชนัน’ นำทีม อว. ผนึก คมนาคม อัด 300 ล้าน เปลี่ยนวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง หวังช่วยชีวิตคน ลดพึ่งพาต่างชาติ และดัน Local Content แตะ 70% เต็มรูปแบบ
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาบุคลากร การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” ซึ่งจัดโดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. รวมถึงผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
.
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากประเทศไทยมีความต้องการรถโดยสาร รถบรรทุกสินค้า และชิ้นส่วนระบบรางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี กำลังคน และผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมระบบราง ภายใต้แนวคิด “เทคลงราง” ที่สื่อถึงการนำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยไปใช้จริง “ล็อกเป้า” คือการเชื่อมเป้าหมายและพันธกิจที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงานให้มุ่งสู่ผลลัพธ์ร่วมกัน ส่วน “เป๋าตุง” คือการเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วน วัสดุ และกระบวนการผลิตภายในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทย
.
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงคมนาคม เพื่อทำให้ระบบรางไม่เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางและขนส่งสินค้า แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและฝีมือคนไทย เราจะสร้างทางลัดใน 3 เรื่องสำคัญ คือ
.
1.การลดอุบัติเหตุทางรางให้เป็นศูนย์ (Zero Accident) ด้วยการนำเทคโนโลยีและงานวิจัยของคนไทยมาใช้ป้องกันอุบัติเหตุ โดยมี บพข. เป็นกลไกสนับสนุนทุนวิจัยที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถนำไปผลิตและส่งมอบให้กระทรวงคมนาคมใช้งานได้จริง
.
2.การชุบชีวิตอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ โดยผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปเดิม เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบราง ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่อุตสาหกรรมโลหะ แต่ยังครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ยางพาราและภาคการเกษตรต้นน้ำ เพื่อรองรับแรงงานนับล้านคนและป้องกันปัญหาการตกงาน และ
.
3.การยกระดับมาตรฐานและการทดสอบ (NQI) โดยร่วมมือกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติและภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการทดสอบระบบรางของอาเซียน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายจับคู่ธุรกิจ (Matching) ระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้ส่งออกของไทย
.
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. โดย บพข. ตั้งเป้าสนับสนุนทุนวิจัยมากกว่า 300 ล้านบาทใน 5 ปี เพื่อยกระดับผู้ประกอบการศักยภาพสูงและกลุ่มระบบรางให้ได้มากกว่า 150 ราย พร้อมผลักดัน Local Content ให้ถึงร้อยละ 70 ในนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ลดการนำเข้า และวางรากฐานให้ไทยเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีระบบรางสู่ตลาดโลก
โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ทั้งสองกระทรวงบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างตรงจุด เมื่อผู้สร้างนวัตกรรมต้นน้ำมองเห็นความต้องการของตลาด ก็จะเกิดการพัฒนาและการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน นำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้กับประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้
.
ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานยานยนต์ ขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีในระบบรางว่าจะเป็นการพลิกโฉม “รถไฟไทย” ด้วยฝีมือ “คนไทย” พัฒนาก้าวสู่ตลาดโลก มีข้อความดังนี้
.
“วันนี้เป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่ผมอยากอัปเดตความคืบหน้า ที่ผ่านมาเราซื้อเทคโนโลยีระบบรางจากต่างประเทศมาตลอด เงินไหลออกปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท วันนี้ อว. และ คมนาคม จับมือกันลงนาม MOU 3 ส่วนหลัก คือ “ผู้ใช้งาน นักวิจัย และผู้ผลิตไทย” เพื่อร่วมสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” ของประเทศ พร้อมทั้งมีการส่งมอบนวัตกรรมถึง 6 ชิ้นที่เราได้ Co-develop ร่วมกันมาจนสำเร็จพร้อมใช้งานจริง
.
ทิศทางที่เรากำลังทำกัน มีเรื่องสำคัญดังนี้ครับ
.
ให้ผู้ใช้งานจริงคุยกับผู้ผลิตโดยตรง – นี่เป็นครั้งแรกที่เราดึง รฟท. (ผู้ใช้งาน) มาทำงานร่วมกับนักวิจัยและผู้ผลิตไทยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้โจทย์จากหน้างานเจอกับงานวิจัย ทำให้นวัตกรรมไทยผลิตออกมาแล้วตรงความต้องการ และทำให้เกิดการ “ซื้อของไทย” ได้จริงๆ
.
ชุบชีวิตแรงงานยานยนต์สู่อุตสาหกรรมราง – ตอนนี้อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กำลังเจอมรสุมใหญ่และได้รับผลกระทบหนัก อว. จึงเตรียมงบกว่า 300 ล้านบาท เพื่อช่วยฝึกอบรมและยกระดับผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ให้เปลี่ยนผ่านจากการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มาผลิตชิ้นส่วนรถไฟแทน ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่ รฟท. ต้องการตู้โดยสารและตู้บรรทุกสินค้าถึง 2,500 คัน ในอีก 10 ปีข้างหน้า นี่คือโอกาสใหม่ของคนไทยครับ
.
ตั้ง KPI ชัดเจน ดัน รฟท. ซื้อของไทย 50-70% – เรากำหนดตัวชี้วัดสำคัญของ MOU ครั้งนี้ว่าภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า รฟท. ต้องสนับสนุนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่มีกระบวนการผลิตในไทยให้ได้ในสัดส่วน 50-70% เพื่อให้ไทยเป็น “ผู้ผลิต” ที่เข้มแข็ง และพร้อมเป็น “ผู้ส่งออก” สู่ตลาดโลกในอนาคต
.
วิจัยช่วยชีวิตคน อุบัติเหตุจุดตัดต้องเป็นศูนย์ – เรานำงานวิจัยมาใช้แก้ปัญหาให้ประเทศจริงๆ โดยหนึ่งใน 6 นวัตกรรมไฮไลต์ที่ส่งมอบกันในวันนี้คือ “ระบบป้องกันการชน (TRCAS)” ที่นำระบบกล้องประมวลผลและเรดาร์อัจฉริยะฝีมือคนไทย มาใช้ตรวจจับสิ่งกีดขวางที่จุดตัดทางรถไฟล่วงหน้า เป้าหมายคือลดความสูญเสีย อุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเป็นศูนย์ (Zero Accident) และเทคโนโลยีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าซ้ำรอยอีกเด็ดขาด
.
“Tech to Track : เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง“ ในวันนี้ MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ จากนี้เราเอาจริง ที่จะนำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยลงไปวิ่งบนราง เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ชุบชีวิตอุตสาหกรรมในประเทศ
.
และพิสูจน์ให้เห็นว่า “รถไฟไทย“ ก็พัฒนาด้วยฝีมือ “คนไทย“ ได้จริง”
.
#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #รถไฟไทย #อุตสาหกรรมราง
บทความที่เกี่ยวข้อง











