7 มาตรการ ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ดูแลจิตใจ ประกาศ School Safety Zone

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ลงวันที่ 10 สิงหาคม) เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา เพื่อให้โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และเพื่อปกป้องผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาจากความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยกำหนด 7 มาตรการให้สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศดำเนินการโดยทันที ครอบคลุมการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ระบบดูแลสุขภาพจิตใจ การบูรณาการร่วมหน่วยงานภายนอก การเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองสังเกตการณ์ การสร้างความตระหนักรู้ และการประกาศให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone)
.
มาตรการทั้ง 7 ข้อ ประกอบด้วย
.

1. จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา เพื่อเป็นช่องทางการแจ้งข้อมูลข่าวสาร การให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ เกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอน ปัญหาด้านการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ปัญหาความรุนแรงหรือความขัดแย้ง ปัญหาด้านสุขภาพจิต แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา หรือผู้ปกครอง โดยเชื่อมโยงกับศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประสานงานและหาแนวทางความช่วยเหลือ รวมทั้งเป็นกลไกสำหรับการแสวงหาทางออก การแก้ไขปัญหา การฟื้นฟู การเยียวยา การบำบัดรักษา หรือการบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนลดความเสี่ยงการเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ (Copycat Effect)
.

2. ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร มาตรการความปลอดภัยสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ มาตรการความปลอดภัยในการเดินทางไป-กลับระหว่างสถานที่พักกับสถานศึกษา รวมทั้งการเดินทางไปทัศนศึกษา และให้ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นประจำ โดยดำเนินการให้มีความสอดคล้องกับแผนมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในห้วงระยะเวลาที่มีการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษาให้ดำเนินการตรวจตราความปลอดภัยเพื่อป้องกัน ป้องปราม และเฝ้าระวังอย่างเข้มครัด 

กรณีมีความจำเป็นต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งของอื่นใดในการจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มีลักษณะเป็นสิ่งของมีคมหรือมีลักษณะที่อาจเป็นอันตราย ให้สถานศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลและเฝ้าระวังการใช้งานวัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งของเช่นว่านั้นอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
.

3. ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว โดยให้สถานศึกษาจัดระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และประสานการปฏิบัติกับบุคลากรด้านจิตวิทยาหรือนักจิตวิทยาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้เคียงสถานศึกษา เพื่อเร่งเข้ามาดูแล ช่วยเหลือ คัดกรอง ให้คำปรึกษา คำแนะนำ บำบัดรักษา ฟื้นฟู เยียวยาด้านสุขภาพจิตแก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรวดเร็วและมีความเหมาะสม ตลอดจนการประสานส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง 

และให้สถานศึกษาจัดให้มีการพัฒนาครูแนะแนวหรือครูที่ปรึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจในการปฐมพยาบาลทางจิตใจเบื้องต้น รวมทั้งการดูแล ช่วยเหลือ คัดกรอง ให้คำปรึกษา คำแนะนำ บำบัดรักษา ฟื้นฟู เยียวยาด้านสุขภาพจิตแก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ
.

4. ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้สถานศึกษาบริหารจัดการความปลอดภัยและการกำกับดูแลการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา โดยพิจารณาขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการจากประจำสำนักงาน คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัคร หรือบุคคลอื่นใดในพื้นที่ใกล้เคียงสถานศึกษา เป็นต้น เพื่อบูรณาการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง การฟื้นฟู บำบัดรักษา เยียวยา รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
.

5. ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ โดยให้สถานศึกษาทุกแห่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองของนักเรียนและนักศึกษาได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสังเกตการณ์หรือเยี่ยมเยียนการจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษาของสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นใจในความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยดำเนินการตามแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด
.

6. ให้มีการสร้างความตระหนักรู้และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา โดยให้สถานศึกษาทุกแห่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การจัดการความขัดแย้ง การจัดการและการควบคุมอารมณ์ของตนเอง การสื่อสารอย่างถูกต้อง ไม่ให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ และการประณีประนอม รวมทั้งการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักเรียนด้วยกัน ระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง และระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง กับข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา
.

7. ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone) โดยห้ามมิให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครองหรือบุคคลอื่นใดนำพาหรือพกพาสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมาย อาทิ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง ยาเสพติด สารระเหย แก๊สน้ำตา เครื่องช็อตไฟฟ้า สเปรย์พริกไทย สนับมือ บุหรี่ไฟฟ้า บารากู สารเคมี เป็นต้น รวมถึงสิ่งของที่แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่อาจเป็นอันตราย อาทิ อาวุธมีด ดาบ เหล็กขูดชาร์ป กรรไกร คัตเตอร์ เข้ามาในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาโดยเด็ดขาด 

ผู้ที่เข้ามาในพื้นที่สถานศึกษาต้องแสดงตนและเปิดเผยสัมภาระต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย และกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินร้ายแรงที่กระทบต่อความปลอดภัย ให้สั่งปิดสถานศึกษาได้ตามความจำเป็น และดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องโดยทันที
.
#พรรคเพื่อไทย #ประเสริฐจันทรรวงทอง #กระทรวงศึกษาธิการ #ความปลอดภัยในโรงเรียน #SchoolSafetyZone #สุขภาพจิตในโรงเรียน