“สส.ณัฐธิดา เทพสุทิน” ชี้บทบาทนักการเมืองหญิงสำคัญต่อการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ ฉบับใหม่เข้มข้นกว่าเดิม
นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวในงานเสวนาขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” ในงานเสวนา Blossom & Blemish ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความสำคัญของการมีนักการเมืองหญิงในสภา ว่า การเพิ่มจำนวนผู้แทนหญิงไม่ใช่เพียงเรื่องสัดส่วนทางการเมือง แต่เป็นการนำ “มุมมองของผู้หญิง” เข้ามามีบทบาทในการออกแบบนโยบายและกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
.
นางสาวณัฐธิดา กล่าวภายหลังได้รับชมสารคดีเกี่ยวกับผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวว่า จากสารคดีดังกล่าวทำให้ตนตระหนักถึงบาดแผลที่เกิดขึ้นจริงในสังคม โดยผู้หญิงในสารคดีถือว่ายัง “โชคดี” กว่าหลายคน เพราะยังมีครอบครัว เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือ แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงอีกจำนวนมากไม่มีที่พึ่ง ไม่มีรายได้ และต้องทนอยู่ในวงจรความรุนแรงเพราะไม่มีทางเลือก
.
“ผู้หญิงจำนวนมากต้องอดทนเพราะไม่มีที่ไป และต้องคิดถึงลูก นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องมีนักการเมืองหญิงเข้าไปทำงานในสภา เพื่อให้เสียงของผู้หญิงถูกสะท้อนในการกำหนดนโยบายระดับประเทศ” นางสาวณัฐธิดา กล่าว
.
นางสาวณัฐธิดาอธิบายว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีความซับซ้อนมากกว่าการทำร้ายร่างกาย เช่น “ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ” ที่ผู้หญิงถูกควบคุมรายได้ ถูกบังคับให้ลาออกจากงาน หรือถูกสร้างหนี้ในชื่อของตนเอง ส่งผลให้สูญเสียอำนาจในการต่อรองและไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้ ซึ่งมิติละเอียดอ่อนเช่นนี้มักถูกมองข้าม หากไม่มีผู้แทนหญิงเข้าไปผลักดันในกระบวนการออกกฎหมาย
.
นางสาวณัฐธิดา ยังยกข้อมูลสัดส่วนผู้แทนหญิงของพรรคเพื่อไทยว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคมี สส.หญิงสูงสุดในสภาที่ 21.79% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งสภาอยู่ที่ 19.92% และในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคสามารถเพิ่มสัดส่วน สส.หญิงเป็น 24.32% รวมถึงมีผู้สมัครหญิงที่ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตถึง 27.58%
.
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการเพิ่มจำนวนผู้แทนหญิงคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะเมื่อมีเสียงมากพอ เราก็สามารถผลักดันกฎหมายเพื่อปกป้องผู้หญิงได้จริง” นางสาวณัฐธิดา กล่าว
.
ในประเด็นสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว นางสาวณัฐธิดาเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า ในปี 2567 มีผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเข้าสู่ระบบรายงาน 4,712 ราย แบ่งเป็นผู้หญิง 3,448 ราย และผู้ชาย 1,264 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 14% และหากเปรียบเทียบย้อนหลัง 5 ปี ตัวเลขเพิ่มขึ้นมากกว่า 150%
.
พื้นที่ที่มีการแจ้งเหตุสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร รองลงมาคือ นนทบุรี ชลบุรี อุดรธานี และปทุมธานี สะท้อนว่าปัญหานี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมสูง
.
อย่างไรก็ตาม เธอชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะผู้หญิงจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความ เนื่องจากกลัวความไม่ปลอดภัยของตนเองและลูก การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ รวมถึงทัศนคติทางวัฒนธรรมที่มองว่าปัญหาครอบครัวเป็นเรื่องภายใน
.
นางสาวณัฐธิดาทรายกล่าวว่า กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเน้นการไกล่เกลี่ยเพื่อรักษาสถาบันครอบครัว มากกว่าการคุ้มครองผู้เสียหาย ส่งผลให้เหยื่อจำนวนมากต้องกลับไปอยู่กับผู้กระทำความรุนแรง
.
ด้วยเหตุนี้ พรรคเพื่อไทยจึงเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ เพื่อปรับโครงสร้างกฎหมายให้ทันสมัยและยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่
.
-เปลี่ยนหลักการจากการรักษาสถาบันครอบครัว มาเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เสียหาย
.
-ปรับนิยามความรุนแรงให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ และความรุนแรงทางเพศที่ยึดหลัก “ความยินยอม” (Consent-Based)
.
-มุ่งช่วยให้ผู้เสียหายออกจากวงจรความรุนแรงได้จริง ไม่เน้นการบังคับไกล่เกลี่ยเหมือนในอดีต
.
“เราไม่ต้องการให้ความรุนแรงในครอบครัวถูกซุกไว้ใต้พรมด้วยคำว่าครอบครัวอีกต่อไป พรรคเพื่อไทยต้องการให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเกราะป้องกันให้กับผู้หญิงและทุกคนในครอบครัว เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” นางสาวณัฐธิดากล่าว
.
#พรรคเพื่อไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง