‘สส.ทราย’ ถาม 3 หน่วยงาน แก้ไขปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน แม่น้ำกก-สาย-รวก กระทบชีวิตคนเชียงราย-เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ ได้ติดตามการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ รวมถึงความเสี่ยงจากสารตกค้างที่อาจกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยสอบถามความคืบหน้าต่อ 3 หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

น.ส.ณัฐธิดา สอบถามต่อกรมควบคุมมลพิษ ถึงความถี่ในการตรวจสอบสารพิษในน้ำและดิน การเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน ความคืบหน้าการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ (Auto Station) การฟื้นฟูคุณภาพน้ำและดิน การจัดหาแหล่งน้ำประปาถาวรทดแทนแม่น้ำกก ตลอดจนความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหาเชิงรุก

โดยกรมควบคุมมลพิษชี้แจงว่า ปัจจุบันมีการตรวจคุณภาพน้ำเดือนละ 1 ครั้ง และตรวจดินทุก 2 เดือน ซึ่งถือเป็นมาตรการพิเศษ และพร้อมเพิ่มความถี่หากพบความผิดปกติ ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างพัฒนา Dashboard ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชน คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ภายใน 1-2 เดือน

นอกจากนี้ โครงการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ 7 จุด ได้รับการอนุมัติงบประมาณผ่านคณะอนุกรรมการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) แล้ว โดยจะติดตั้งบริเวณแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก จำนวน 6 จุด และแม่น้ำสาละวิน บริเวณอำเภอสบเมย อีก 1 จุด

ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมฯ เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างจัดทำกรอบข้อตกลง (TOR) ระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อร่วมกันเก็บตัวอย่างน้ำและดิน ขณะเดียวกันได้หารือกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับการนำตัวกรองสารหนูต้นทุนต่ำมาใช้ โดยหากได้รับอุปกรณ์จะเริ่มโครงการนำร่องในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 2 จุด รวมทั้งร่วมกับ UNIDO ญี่ปุ่น และเครือข่าย ASEAN Arsenic Network (AAN) ศึกษาแนวทางนำตะกอนดินปนเปื้อนกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัสดุก่อสร้าง

ส่วนกรมทรัพยากรน้ำ ชี้แจงว่า ได้เสนอของบประมาณปี 2570 สำหรับโครงการจัดหาแหล่งน้ำประปาถาวรทดแทนแม่น้ำกก จำนวน 3 โครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุพื้นที่ดำเนินการและกรอบระยะเวลาแล้วเสร็จอย่างชัดเจน

ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ชี้แจงกรณีแนวคิดการเติมน้ำใต้ดินในระดับลึกว่า ยังไม่สามารถดำเนินการในประเทศไทยได้ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดจนมีคุณภาพสูง ต่างจากหลายประเทศที่ใช้น้ำจากหิมะละลายซึ่งมีความสะอาดตามธรรมชาติ ส่วนการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น อยู่ระหว่างศึกษาสมดุลน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนและตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดสุโขทัยถึงกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบงบประมาณรองรับโครงการดังกล่าว

#เพื่อไทย #ณัฐธิดาเทพสุทิน #งบประมาณ70 #สารพิษข้ามพรมแดน