สส.พรรคเพื่อไทย สะท้อนปัญหาทักษะแรงงานไทยไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย แนะถอดบทเรียนโครงการ “Prakerja” จากอินโดนีเซีย ควบคู่การทำระบบรับรองทักษะร่วมกับเอกชน เพื่อลดต้นทุนการจ้างงานและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก เชื่อเมื่อทักษะคนตรงกับงาน ทำ GDP ประเทศขยับได้ 0.5-1.5 เปอร์เซ็นต์
10 เม.ย. 2569 ณัคนางค์ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย เขต 1 พรรคเพื่อไทย อภิปรายในวาระการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยระบุถึง ความจำเป็นในการยกเครื่องด้านทักษะแรงงานไทย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และโอกาสทางเศรษฐกิจ
ณัคนางค์ กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างประชากร แรงงานไทยมีความจำเป็นที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง
กระทรวงแรงงาน ถือว่าเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับ การคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจยุคใหม่เพื่อสร้างรายได้ และความมั่นคงให้กับคนไทยทุกคน เพื่อนำพาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ตอนนี้คือ ปัญหาด้านทักษะแรงงาน และวุฒิการศึกษาของแรงงานไทยที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้เราตกอยู่ในภาวะที่งานไม่ตรงกับคน ซึ่งเรามีแรงงานไทยที่ตกอยู่ในภาวะนี้ มากถึงสองในสามจากจำนวนแรงงานทั้งหมด
โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตออกมานั้นไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ไม่ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เหมือนเรากำลังติดอยู่ในกับดัก เครื่องยนต์เก่า และโลกยุคเก่า ที่ผ่านมาประเทศไทยจึงเสียโอกาสในทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ณัคนางค์ เสนอว่าทางออกที่เป็นไปได้ คือการยกเครื่องใหม่ทั้งระบบ โดยต้องปรับทั้งระบบการศึกษา ทักษะแรงงาน ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ ให้แข่งขันได้ในตลาดโลก และที่สำคัญจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้แรงงาน ต้องการที่จะเรียนรู้ พัฒนาทักษะเพิ่มเติม หรือ Up-skill / Re-skill โดยรัฐจะต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสของแรงงาน จากการขาดรายได้ ในการมาฝึกทักษะเพิ่มเติมของแรงงาน
“เราไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มจากศูนย์ แต่เราสามารถที่จะต่อยอด ถอดบทเรียน จากประเทศอื่นที่ประสบความสำเร็จได้ เช่น การทำโครงการ Prakerja (พาเคอร์จาร์) ที่อินโดนีเซีย ที่สนับสนุนให้มีการ Up-skill / Re-skill ที่มาพร้อมกับแรงจูงใจในการเข้าฝึกอบรม โดยการให้งบประมาณและทุนสนับสนุน สำหรับการชดเชยรายได้ เพื่อให้แรงงานกล้าหยุดงานมาฝึกทักษะ โดยผลจากโครงการนี้สามารถทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์”
นอกจากนี้ รัฐมีความจำเป็นต้องทำระบบรับรองการ Up-skill / Re-skill เช่นการมีธนาคารหน่วยกิต เพื่อใช้บันทึกทักษะของแรงงาน ที่ได้จากการเรียนรู้ทักษะใหม่ โดยมีมาตรฐานที่ออกแบบมาจากหน่วยงานทางการศึกษาและภาคเอกชน พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับระบบการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรม เช่น ในฝั่งของแรงงานเอง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวตนทุกครั้งในการสมัครงาน ส่วนฝั่งนายจ้างก็จะได้ลดต้นทุนในการคัดกรองพนักงาน
โดยสิ่งเหล่านี้หากทำควบคู่กันจะสามารถลดภาวะคนไม่ตรงกับงานลงได้ และจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทย จากข้อมูลของ McKinsey Global Institute ได้ทำการศึกษาและค้นพบว่า การเติมเต็มตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ จะทำให้ GDP ของประเทศเติบโตถึง 0.5-1.5 เปอร์เซ็นต์
#พรรคเพื่อไทย #ณัคนางค์กุลนาถศิริ #ประชุมสภา #Upskill #Reskill #แรงงาน