‘เพื่อไทย’ หนุนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.Climate Change เปิดทางเศรษฐกิจคาร์บอนให้เป็นมาตรฐานสากล
วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 7 มีการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมี สส.พรรคเพื่อไทยร่วมอภิปราย
น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สะท้อนผ่านปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น ภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น รวมถึงตวามผันผวนผลผลิตทางการเกษตร ที่กระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประชาชน ขณะเดียวกันในมิติเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาตรการ CBAM หรือการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าของสหภาพยุโรป เป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวได้ โดยเฉพาะ เกษตรกร SMEs จะได้รับผลกระทบการส่งออกในอนาคตอันใกล้ การตั้งคณะกรรมาธิการนี้จะช่วยวางกลไกให้สามารถแข่งขัน และอยู่รอดได้
น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ภาคพลังงานมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 70% ภาคเกษตร 15% ภาคอุตสาหกรรมและอื่นๆ 15% โดยลำดับแรกต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน หากไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนนี้ได้ เป้าหมาย Net Zero ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง จึงต้องปลดล็อกพลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ ชีวมวล การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าเป็น Smart Grid แต่ต้องมีแผนการดำเนินงานชัดเจน ประการต่อมาการทำ Direct PPA ให้เอกชนมีการซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี และให้เอกชนเข้าถึงสายส่งไฟฟ้าได้
น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า การปรับตัวของภาคการเกษตร เป็นโอกาสที่เราจะได้ผลิตสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ยกระดับเป็นสินค้าพรีเมี่ยมส่งออกไปต่างประเทศสะดวกขึ้น โดยรัฐบาลต้องมีการสนับสนุนเครื่องจักรทางการเกษตร เช่น เครื่องอัดฟางข้าว การนำจุลินทรีย์มาย่อยตอซัง ส่งเสริมการทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อลดแก๊สมีเทน การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ใช้น้ำน้อย
การสนับสนุน SMEs ในภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนมีต้นทุนที่สูงมาก รัฐจำเป็นต้องสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรมของคนไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำ ให้ SMEs ติดตั้งระบบดักจับคาร์บอนได้
ประเทศไทยจำเป็นต้องทำระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิต ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งรายได้จากตรงนี้ให้กลับมาเป็นกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้กับเกษตรกร SMEs เพื่อให้การลดคาร์บอนไม่เป็นภาระ
น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ต้องให้ประชาชนรับรู้และเข้าถึงระบบ MRV (Measurement, Reporting, and Verification) การลดคาร์บอนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่สามารถตรวจวัด Carbon Footprint ได้อย่างถูกต้อง การรายงานที่โปร่งใส การมีระบบตรวจสอบที่ได้มาตรฐานสากล และประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบ Digital carbon accounting ที่เชื่อถือได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ และตลาดคาร์บอนในอนาคต
“การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ คือการวางโครงสร้างการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ในมิติของพลังงาน เกษตร อุตสาหกรรม และระบบเศรษฐกิจโดยรวม หากเรามีกลไกที่ชัดเจน วัดผลได้ และขับเคลื่อนได้จริง เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 จะไม่ใช่เพียงคำประกาศ ที่สำคัญนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็นเครื่องมือในการลดต้นทุนสุขภาพ ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” น.ส.ณัฐธิดากล่าวว่า
ด้าน นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา อภิปรายว่า ที่ผ่านมาเรามีข้อมูล มีการศึกษามาเยอะแล้ว แต่ไม่ลงไปสู่พื้นที่จริง บทบาทของสภาไม่ควรเริ่มศึกษาใหม่อีกครั้ง แต่ควรเป็นการประมวลองค์ความรู้จากหน่วยงานที่มีการศึกษาไว้จำนวนมาก นำมาวิเคราะห์ช่องว่าง แล้วผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริง หลายเรื่องเราไม่ได้ขาดแนวทางแต่ขาดการเชื่อมโยงสู่พื้นที่ ตัวอย่างเช่น การจัดการเศษวัสดุในนา มีทั้งเทคโนโลยี มีทั้งวิธีการ มีทั้งงานวิจัยมากมาย แต่เกษตรกรจำนวนมากก็ยังเข้าถึงไม่ถึง อย่างเช่นวันก่อนมีพี่น้องประชาชนถูกจับจากหน่วยงานที่เขาไปป้องกันป่า ถามว่าพี่น้องถึงถูกจับเพราะอะไรก็เพราะเขากำลังเผา เขาเผาเพื่อเตรียมที่จะเพาะปลูกใหม่ มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
ถามว่าแบบนี้เราพอที่จะใช้หน่วยงาน อบต. หน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนไปประสานให้ชัดเจนกับชาวบ้าน ถ้าอยากกำจัดจริงๆ อย่าเผาเลย ใช้วิธียืมเครื่องจักรกันได้ไหม อบต.ให้ยืมเครื่องจักรไปทำการย่อยพืชกันตรงนั้น
นางฐิติมา กล่าวว่า ถ้าจะตั้งกรรมาธิการใหม่ อยากเสนอว่าไม่ควรเป็นกรรมาธิการศึกษาใหม่ แต่ควรเป็นเร่งรัดการนำไปใช้จริง นำความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ที่เขาทำการศึกษาไปแล้วนั้นมาใช้จริง และทำให้ประเทศไทยไปไกลกว่านั้นได้ เช่น การทำเกษตรแบบลดการปล่อยคาร์บอน การปลูกข้าวที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ
“จึงขอถามรัฐบาลว่าเราจะเริ่มลงมือทำจริงเมื่อไหร่ และจะทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้มันเกิดขึ้นและไปถึง ประชาชนได้อย่างไร จึงขอเสนอว่า ขอให้เอาร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.Climate Change) จากสภาชุดที่แล้ว ให้กลับมาโดยเร็วเพื่อที่ให้มีกฎหมายที่เป็นหลักในการปฏิบัติสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นรูปธรรม” นางฐิติมากล่าว
ด้าน นายรวี เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์ อภิปรายว่า ขอเสนอให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้มีการยื่นเสนอใหม่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ของพรรค มีการตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่าน 5 กลไกสำคัญ
1.การจัดทำแผนแม่บทระดับชาติ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ไปในทิศทางเดียวกัน
2.การจัดตั้งระบบ MRV Measurement การคำนวณการปล่อยคาร์บอน, Reporting การรายงานต่อภาครัฐเพื่อจัดเก็บเป็นข้อมูลกลาง, Verification การตรวจสอบให้ถูกต้อง มีมาตรฐานหรือไม่
3.การสร้างตลาดคาร์บอน ตลาดแรก คือ ETS (Emissions Trading System) เป็นระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภาครัฐเป็นคนกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นมาก่อน ตลาดที่สอง คือ ตลาดคาร์บอน เป็นการสร้างแรงจูงใจในการลดคาร์บอน เช่น การปลูกป่า ที่สามารถสร้างเป็นคาร์บอนเครดิตขายออกไปได้
4.ภาษีคาร์บอน การเก็บภาษีจากสินค้าหรือกิจกรรม ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลดการปล่อยคาร์บอน
5.กองทุน เป็นการช่วยการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เช่น การเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาด การช่วย SMEs ภาคอุตสาหกรรม ในการเปลี่ยนผ่าน การชดเชยให้กับเกษตรกร ผู้ประสบภัยพิบัติ จากภาวะโลกรวน รวมถึงสนับสนุนงบประมาณงานวิจัยและนวัตกรรม
#เพื่อไทย #ณัฐธิดาเทพสุทิน #ฐิติมาฉายแสง #รวีเล็กอุทัย #ClimateChange
บทความที่เกี่ยวข้อง