‘ศ.ดร.ยศชนัน’ ชี้แจงสภาฯ กางแผนระบบ ‘ศิริราชระดับนานาชาติ-บางโพ’ ชูเทคโนโลยีขั้นสูง ที่คนไทยทุกสิทธิเข้าถึงได้ พร้อมระบบ Referral ส่งต่อไร้รอยต่อมาตรฐานเดียวกับศิริราชเดิม กางตัวเลขงบมูลนิธิฯ กว่าพันล้านเป็นตาข่ายรองรับผู้มีรายได้น้อย ยืนยันบัตรทอง-ประกันสังคม เข้าถึงวิทยาการแพทย์ขั้นสูงได้จริง
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ 031 กรณีการก่อสร้างโครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ ของนางสาวภัสริน รามวงศ์ สส.พรรคประชาชน โดยตั้งคำถามถึงโครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ (ศิริราชบางโพ) บนถนนประชาราษฎร์สาย 1 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้งบก่อสร้างและครุภัณฑ์รวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับประชากรในเขตบางซื่อและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 3 แสนคน โดยมีคำถามสำคัญคือ โครงการนี้จะให้บริการในลักษณะเดียวกับโรงพยาบาลรัฐทั่วไป หรือคิดค่ารักษาในอัตราใกล้เคียงกับเอกชน ผู้ป่วยเป้าหมายคือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงหรือชาวต่างชาติตามแนวทาง Medical Hub ใช่หรือไม่ และประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิประกันสังคม รวมถึงสิทธิข้าราชการ จะเข้ารับบริการได้จริงหรือไม่ มีการประเมินความคุ้มค่าอย่างไร สัดส่วนการรับผู้ป่วยสิทธิ สปสช. เป็นเท่าใด และจะนำกำไรจากการรักษาชาวต่างชาติกลับมาสนับสนุนระบบสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างไร?
.
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอบข้อซักถามในประเด็นแรกเกี่ยวกับการลงทุนและโครงสร้างของโครงการว่า โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ได้รับการบริจาคราว 13 ไร่ สร้างเป็นอาคารความสูง 22 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดินสำหรับรองรับการรักษามะเร็งด้วยโปรตอน โดยรัฐมนตรี อว. ชี้แจงว่าโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินร้อยเปอร์เซ็นต์ ในส่วนของงบก่อสร้างมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทนั้น เป็นการสนับสนุนจากภาครัฐครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 3,860 ล้านบาท) และเงินนอกงบประมาณที่ทางศิริราชต้องหามาสมทบอีกครึ่งหนึ่ง ส่วนงบครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีการเสนอขอรับการสนับสนุนในสัดส่วนรัฐ 8 ส่วนต่อศิริราช 2 ส่วน ซึ่งศิริราชมีความจำเป็นต้องจัดหารายได้เพิ่มเติมเพื่อบริหารจัดการให้โครงการสำเร็จลุล่วง และทุกขั้นตอนผ่านการกำกับดูแลเรื่องงบประมาณขนาดใหญ่โดยสภามหาวิทยาลัยมหิดลและบอร์ดของโรงพยาบาล
.
ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงประเด็นการรองรับผู้ป่วยและการเชื่อมโยงระบบสาธารณสุขว่า โครงการนี้ควรถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ (Campus) ของศิริราชใหญ่ การมีพื้นที่เพิ่มขึ้นพร้อมด้วยเตียงผู้ป่วยกว่า 400 เตียง และเตียงผู้ป่วยวิกฤต (ICU) อีกราว 90 เตียง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ศิริราชสามารถรับคนไข้ได้มากขึ้น โดยระบบสาธารณสุขมีปฐมภูมิและทุติยภูมิที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว สถาบันแห่งใหม่นี้จะรองรับการส่งต่อผู้ป่วย (Transfer/Refer) ทั้งจากพื้นที่บางซื่อ พื้นที่ กทม. และผู้ป่วยจากทั่วประเทศ โดยจะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยจาก “ความซับซ้อนของโรคและความรุนแรงของโรคเป็นหลัก” เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาที่เท่าเทียมกัน
.
ในส่วนของความกังวลเรื่องค่าบริการและสิทธิการรักษานั้น ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวชี้แจงว่า อัตราค่าบริการจะเป็นมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลศิริราช โดยคลินิกในเวลาราชการจะคิดค่ารักษาตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางเหมือนที่ศิริราชเดิม ส่วนคลินิกพิเศษจะคิดอัตราพิเศษเช่นเดียวกับบริการที่ศิริราชมีอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ผู้ป่วยชาวต่างชาติจะถูกคิดค่าบริการเพิ่มขึ้น 25%
.
พร้อมกันนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงกลไกการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยว่า ศิริราชตระหนักดีว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเข้าถึงการแพทย์สมัยใหม่ได้ 100% โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่สามารถจ่ายค่ารักษาหรือครอบคลุมด้วยสิทธิ 30 บาท ดังนั้น “มูลนิธิศิริราชพยาบาล” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งมอบโอกาส โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ศิริราชได้จ่ายเงินผ่านมูลนิธิฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาระดับตติยภูมิและเหนือตติยภูมิไปแล้วกว่า 7,000 ราย คิดเป็นเม็ดเงินมากกว่า 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังนำเงินรายได้ที่หมุนเวียนเข้ามา ไปช่วยดูแลค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนไข้ที่ไม่สามารถจ่ายได้อีกด้วย
.
นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการบุคลากรทางการแพทย์ว่า ศิริราชมีแผนวิเคราะห์แนวโน้มและกำลังคนล่วงหน้า 5 ปีอยู่ตลอดเวลา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ โดยใช้แนวทางการหมุนเวียนบุคลากร (Talent Mobility) เพื่อไม่ให้บุคลากรเทไปกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง มีการขออัตรากำลังเพิ่มเติม จัดหาค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามสาขา และที่สำคัญคือมีแผนเชื่อมโยงกับบุคลากรหรือแพทย์ชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศ ให้สามารถนำวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาทำงานร่วมกันผ่านเทคโนโลยีได้
.
ท้ายที่สุด ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงนิยามและเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ว่า การมุ่งสู่ระดับนานาชาติคือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้รักษาโรคที่ยากและซับซ้อน เช่น การนำเครื่องทำ MRI ขณะฉายรังสี (MRI-Linac) เครื่องแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาใช้เพื่อลดการทำลายอวัยวะส่วนอื่น การทำศัลยกรรมปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ Transplant) ถึง 3 อวัยวะในครั้งเดียว และการรักษาด้วยเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy หรือ ATMP) ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์เฉพาะทาง โดย รมว.อว.ยืนยันว่า
.
“โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คำว่านานาชาติก็คือ วิทยาการในระดับนานาชาตินะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาพรีเมียมแต่อย่างใด เรื่องนี้เองเป็นโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนจะได้เข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด ที่พี่น้องมองว่าคนไทยจะไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ แต่ศิริราชเนี่ยได้ทำเรื่องเนี้ยให้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ซึ่งศิริราชทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้วนะครับ และพยายามที่จะทำให้ไม่ใช่ในพื้นที่อย่างเดียว พยายามที่จะทำให้กับประเทศไทยและคนไทยในวงกว้าง และสามารถที่จะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ การรักษาทางการแพทย์ ที่ไม่แพ้ที่ไหนในโลกด้วยครับ”
.
ทั้งนี้ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลเริ่มตั้งโครงการสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ตั้งเป็นโครงการพัฒนาศิริราชสู่สถาบันการแพทย์ชั้นเลิศในระดับเอเชียอาคเนย์ จึงมีมติตั้งโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการรุณย์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทย์ศาสตร์ฯ และยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน ต่อยอดพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมีดำริในการดำเนิน “โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ” คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและรำลึกพระมหากรุณาธิของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พระผู้ซึ่งมีพระมหากรุณาธิคุณแก่คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
.
#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #ศิริราช #ศิริราชนานาชาติบางโพ