‘สส.ณัฐธิดา’ ชี้ กม.ที่ดีต้องช่วยปลดล็อกศักยภาพของประเทศ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยขับเคลื่อนประเทศ
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมาย และการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย
น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า หลายประเทศที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วง 20–30 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เปลี่ยนแค่เรื่องเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่สิ่งที่ประเทศเหล่านั้นทำควบคู่กัน คือ “การปฏิรูประบบกฎหมายและระบบราชการ” ให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศที่แข่งขันได้ คือประเทศที่มี “กติกา” เอื้อต่อการพัฒนา โดยประเทศที่พัฒนาเร็ว มักมีจุด
ร่วมสำคัญ คือ ระบบกฎหมายยืดหยุ่น รัฐทำงานคล่องตัว ประชาชนเข้าถึงง่าย เปิดรับนวัตกรรม และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ
แต่ในขณะที่โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน กฎหมายจำนวนมากของประเทศไทย กลับถูกออกแบบบนบริบทเมื่อ 30–40 ปีก่อน ผลคือ ประชาชนเสียเวลา ธุรกิจเสียโอกาส รัฐทำงานช้า และประเทศขาดความสามารถในการแข่งขัน หลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไทยไม่มีศักยภาพ แต่ติดอยู่ที่ “ระบบ ขั้นตอน” ที่ขยับไม่ทันโลก ดังนั้น วันนี้เราจึงต้องเข้าสู่กระบวนการสำคัญ คือการทำ Regulatory Guillotine หรือการทบทวนและตัดกฎหมายล้าสมัยจำนวนมาก เพื่อให้ระบบของประเทศ “เบา คล่องตัว และทันสมัยขึ้น”
การปรับแก้กฎหมายให้เป็นสากลและสอดรับกับการพัฒนา ตนมองว่ามี 3 ทิศทางสำคัญ ประการแรก
เราต้องเปลี่ยนจากกฎหมาย “ควบคุม” ไปสู่ “บริการ” ที่ผ่านมา กฎหมายจำนวนมากตั้งอยู่บนแนวคิดว่า ประชาชนต้องขออนุญาตรัฐทุกเรื่อง เต็มไปด้วยขั้นตอน เอกสาร และใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน แต่รัฐยุคใหม่ต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและธุรกิจลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดการใช้ดุลยพินิจ เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรม เพราะหากระบบช้า โลกจะไม่รอเรา
ประการที่สอง ยึด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ประชาชนต้องเข้าถึงบริการรัฐได้ง่ายขึ้น รัฐต้องทำงานเร็วขึ้น แนวคิดอย่าง One Stop Service, Digital Government หรือหลักการ “หากรัฐไม่ตอบภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าอนุมัติ” คือแนวคิดที่หลายประเทศใช้เพื่อลดต้นทุนเวลา ลดขั้นตอน และลดอำนาจดุลยพินิจที่เกินจำเป็น
และประการที่สาม กฎหมายต้องเชื่อมโยงกันทั้งระบบปัญหาใหญ่ของประเทศไทย วันนี้คือต่างหน่วยงาน ต่างกระทรวง ต่างออกกฎของตัวเอง และรัฐเองก็ทำงานไม่เชื่อมกัน ประชาชนต้องติดต่อหลายหน่วยงาน และต้องยื่นเอกสารซ้ำหลายรอบ ทิศทางใหม่จึงต้องไปสู่ฐานข้อมูลกลาง Digital Government การลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน และการทำงานแบบบูรณาการระหว่างกระทรวง การที่จะดำเนินการให้ถึงจุดนั้นได้ จำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลในระดับที่เหมาะสม ซึ่งต้องมีการแก้กฎระเบียบในการเปิดเผยข้อมูล กฎหมายที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ควบคุมสังคม”แต่ต้องช่วย “ปลดล็อกศักยภาพของประเทศ” ด้วย
ขอยกตัวอย่างกฎหมายล้าสมัยในบางประเด็น คือเรื่อง “การเกษตร” ประเทศไทยมีประชากรที่อยู่ในภาคการเกษตรเกือบ 40% ของประเทศ ดังนั้น หากเราสามารถลดข้อจำกัดที่ไม่จำเป็นลงได้ ก็จะช่วยทั้ง ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ข้อที่ 1 กฎหมายและระบบอนุญาตด้านการเกษตรของไทย ยังทำให้เกษตรกรเข้าถึง “นวัตกรรม” ได้ยาก แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศเกษตรกรรมสำคัญของโลก แต่วันนี้เกษตรกรไทยกลับเข้าถึงเทคโนโลยีได้ช้ากว่าหลายประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ เทคโนโลยีการผลิตโดรนการเกษตร สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง มาจากขั้นตอนการขออนุญาต และกฎระเบียบที่ซับซ้อนหลายชั้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก สตาร์ตอัป ที่มักไม่มีต้นทุนมากพอจะเข้าสู่ระบบราชการที่ใช้เวลานาน ผลคือประเทศไทยซึ่งเคยเป็นผู้นำด้านการเกษตร กลับเริ่มเสียเปรียบในการแข่งขัน ทั้งที่โลกกำลังเดินหน้าไปสู่ เกษตรแม่นยำ เกษตรใช้น้ำน้อย พืชมูลค่าสูง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือ Climate Change
ข้อที่ 2 การพัฒนาสายพันธุ์จำเป็นต้องนำสายพันธุ์ต่างประเทศที่พัฒนาแล้วมาผสมกับสายพันธุ์ไทย ซึ่งยังมีข้อจำกัดทางกฎหมาย การกักกันที่ใช้เวลานาน เรื่องการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสร้างขั้นตอนและต้นทุนทางเอกสารที่ซับซ้อน รวมถึงมาตรการควบคุมสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ซึ่งบางครั้งหมายถึงพืช สัตว์ มูลค่าสูง พืชพลังงานหลายชนิดจากต่างประเทศ อาจจะต้องมีการปลดล็อก และภาครัฐสนับสนุนวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ข้อที่ 3 กฎหมายยังไม่เชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่อาหาร กฎหมายยังแยก “เกษตร–อุตสาหกรรม–อาหาร” ออกจากกัน พืชมูลค่าสูงส่วนใหญ่มักนำไปสกัดเป็นอาหารฟังก์ชัน จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนอาหารและยา (พ.ร.บ.อาหาร 2522) แต่กฎหมายของไทยการขึ้นสรรพคุณทางสุขภาพบนฉลากของพืชชนิดใหม่ ทำได้ยากมากและใช้เวลานาน ทำให้ผู้ประกอบการไทยสู้ต่างชาติไม่ได้ แม้มีระบบ FFC ของ อย.แต่ยังไม่ครอบคลุมในวงกว้าง ทำให้สินค้าเกษตรแปรรูป และ SMEs ที่ควรเติบโตได้เร็ว ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร
ทั้งที่เรากำลังต้องการเดินไปสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายเกษตร จึงต้องต้อง ”มองทั้งห่วงโซ่การผลิต” เพื่อสนับสนุนให้เกษตรมูลค่าสูงสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
“โลกยุคใหม่เปลี่ยนเร็วมาก แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของโลก แต่คือระบบของประเทศ ที่เปลี่ยนไม่ทันโลกหากเรายังปล่อยให้กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อประชาชน และต่อการพัฒนาประเทศ เราจะเสียโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หากเรากล้าปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย เชื่อมโยงกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง กฎหมายจะไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่จะกลายเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของคนไทย และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง”
#เพื่อไทย #ณัฐธิดาเทพสุทิน #ปฏิรูปกฎหมาย
บทความที่เกี่ยวข้อง