‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ แนะรัฐบาล อย่าแยกปากท้องออกจากรัฐธรรมนูญ ย้ำต้องเดินหน้าร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะ 21.6 ล้านเสียงคือคำสั่งประชาชน
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 อภิปรายในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบและดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ร่วมอภิปรายโดยเริ่มต้นจากการตั้งข้อสังเกตถึงร่างกฎหมายที่ตกไปจำนวน 85 ร่างนั้น ร่างที่สำคัญที่สุดคือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งคณะรัฐมนตรีไม่ได้เสนอเข้าสู่การพิจารณา ทั้งที่ก่อนหน้านี้กระบวนการพิจารณาได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 21.6 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว
.
นายจาตุรนต์กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอคำถามประชามติเอง และรัฐสภาชุดก่อนก็เห็นชอบให้ถามประชาชน แต่เมื่อประชาชนแสดงเจตจำนงชัดเจน กลับไม่พบเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ในนโยบายรัฐบาล อีกทั้งในการเสนอร่างกฎหมายที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จเข้าสู่สภาครั้งนี้ ก็ยังไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 รวมอยู่ด้วย
.
พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่นโยบายรัฐบาล แต่เป็น “คำสั่งของประชาชน” ว่า หากถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านโยบายจริง รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีก็ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัย
.
นายจาตุรนต์ยังเห็นว่า หากรัฐบาลยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของรัฐสภา ก็ควรนำร่างเดิมที่ผ่านการพิจารณาไปแล้วจำนวนมากกลับมาดำเนินการต่อ ไม่ใช่เริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น
.
นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ยืนยันจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 พฤษภาคม ว่า ถือเป็นความรับผิดชอบต่อกระบวนการที่ทุกฝ่ายเคยร่วมกันผลักดัน อย่างไรก็ตาม หากการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนความกังวลเรื่องความขัดแย้งมากเกินไป หรือกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นร่างที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ทั้งหมด ก็อาจทำให้ประเทศไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
.
นายจาตุรนต์ยังโต้แย้งแนวคิดที่เสนอให้ “พักเรื่องรัฐธรรมนูญไว้ก่อน แล้วแก้ปัญหาปากท้องก่อน” โดยระบุว่า เป็นตรรกะที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารเสียเวลาในการแก้ปัญหาประเทศแต่อย่างใด
.
“การแก้รัฐธรรมนูญแยกไม่ออกจากวิกฤตที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ ปัญหาปากท้องจะแก้อย่างเดียวโดยไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบก็ไม่ได้ ดังนั้นการจะรับมือกับวิกฤตได้ และเพื่อไปแก้ปัญหาปากท้องได้ด้วย จึงต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายจาตุรนต์กล่าว
.
ทั้งนี้ นายจาตุรนต์ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องจำนวนมากมีรากมาจากโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่อ่อนแอ องค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแต่ตรวจสอบได้ยาก ระบบป้องกันการทุจริตที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กลายเป็นข้อจำกัดต่อการปรับโครงสร้างประเทศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และความสามารถในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ
.
ช่วงท้าย นายจาตุรนต์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องรอให้แก้ปัญหาอื่นเสร็จก่อน แต่ต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จริงจัง และร่วมมือกันทุกฝ่าย พร้อมเตือนว่า หากรัฐบาลไม่แสดงความจริงใจในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจถูกตั้งคำถามว่า ความรวดเร็วในการแก้รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้เป็นเพียง “เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาล” เท่านั้น
.
“ข้อเสนอทั้งหมดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี และเพื่อทำให้ประชาชนยังมีความหวังต่อผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง” นายจาตุรนต์กล่าวทิ้งท้าย
.
#พรรคเพื่อไทย #จาตุรนต์ฉายแสง #ประชุมสภา
บทความที่เกี่ยวข้อง