‘รวี-สุชาติ’ หนุนพิธีสารอาเซียน-จีน ยกระดับส่งออก ย้ำรัฐบาลต้องคุ้มครอง “เกษตรกรรายย่อย” ไม่ให้เสียเปรียบ

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมร่วมรัฐสภา นายรวี เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์ และศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายในที่ประชุมร่วมรัฐสภาเรื่องการรับรองพิธีสารเพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยนายรวี โดยแสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อพิธีสารฉบับนี้ ทว่าได้ฝากข้อห่วงใยสำคัญไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะมิติความเปราะบางของ ‘ภาคการเกษตร’ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

.

นายรวี เปิดเผยข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยพุ่งสูงถึง 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท โดยมี “ประเทศจีน” เป็นตลาดหลักอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 23.72% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด เฉพาะสินค้าเกษตรไทยที่ส่งไปจีนประเทศเดียว มีมูลค่าสูงถึง 10,535.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าการส่งออกรวม ทั่งนี้ ในช่วงปี 2567-2568 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมากถึง 1.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

.

สส.อุตรดิตถ์ ชี้ว่า จุดเด่นของพิธีสารฉบับนี้คือการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น ระบบ National Single Window, การยื่นเอกสารล่วงหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มาตรการตรวจปล่อยสินค้าเน่าเสียง่ายภายใน 6 ชั่วโมง” รวมถึงการทบทวนความตกลงว่าด้วยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายและแก้ปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยเคยเผชิญในอดีตได้อย่างเป็นรูปธรรม

.

“เราปฏิเสธไม่ได้ว่า มูลค่าการส่งออกไปจีนผูกโยงกับปากท้องของพี่น้องประชาชน การปฏิบัติจริงต้องมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้ไทยถูกเอารัดเอาเปรียบจากภาคีคู่สัญญา และรัฐบาลต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเกษตรกรตัวเล็กตัวน้อย” นายรวี กล่าวเน้นย้ำกลางที่ประชุมสภาฯ

.

นอกจากนี้ นายรวี ยังได้สะท้อนความกังวลว่า มาตรฐานที่สูงขึ้นภายใต้พิธีสารฉบับนี้ ทั้งระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาตรฐาน GAP และ GMP ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยยังขาดแคลนเงินทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการปรับตัว จึงขอจี้ให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดงบประมาณลงทุน ยกระดับความรู้ทั้งตัวเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ เพื่อสร้างมาตรฐานที่เป็นสากลร่วมกับจีน พร้อมทั้งสร้างกลไกปกป้องและสร้าง “แต้มต่อ” ให้กับภาคการผลิตและเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

.

ส่วนทางด้าน ศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลถึงข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในเวทีการค้าเสรี

.

โดย ศ.สุชาติ กล่าวย้ำว่า แม้รัฐบาลจะพยายามปรับปรุงพิธีการศุลกากร ด่านตรวจสุขอนามัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลรวมถึงเศรษฐกิจสีเขียวให้ดีขึ้นตามพิธีสารดังกล่าว แต่ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรี (FTA) ที่มีเงื่อนไขพ่วงท้ายจำนวนมาก จะส่งผลให้ข้อตกลงนั้น “ไม่เสรีจริง” พร้อมแสดงความกังวลว่า ปัจจุบันขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู้ประเทศจีนไม่ได้เลย ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีและต้นทุนที่สูงกว่า โดยหากพิจารณาตามหลักความได้เปรียบโดยเด็ดขาด (Absolute Advantage) ประเทศไทยแทบไม่มีอะไรไปต่อกรกับจีนได้ในขณะนี้

.

ทั้งนี้ ศ.สุชาติ ได้ยื่นข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่อรัฐบาล 3 ประการหลัก ได้แก่:

.

1. แก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใสและการทุจริตคอร์รัปชัน: ปัจจุบันดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งความไม่โปร่งใสที่ปรากฏตามหน้าสื่อทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง

.

2. ทลายการผูกขาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ SME: ธุรกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้เนื่องจากติดกับดักโครงสร้างกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ใน 3 ภาคส่วนหลัก คือ พลังงาน (ค่าไฟฟ้าแพงจากสูตรคำนวณที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนและภาคการผลิต), โทรคมนาคมและการสื่อสาร ที่มีราคาสูงและมีลักษณะผูกขาด และ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ที่ขาดการแข่งขันอย่างเสรี

.

3. ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของรัฐบาล: รัฐบาลยังคงยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหยุดชะงักและไม่มีความเจริญเติบโต

.

“รัฐบาลต้องหันมาปรับปรุงภาคการผลิตหรือฝั่งอุปทาน (Supply-side) เร่งลดต้นทุนแฝงจากการผูกขาด และเปลี่ยนนโยบายเทคโนโลยีจาก ‘ผู้ซื้อ’ มาเป็น ‘ผู้สร้าง’ หากนโยบายของรัฐบาลยังคงแตกกระจาย ไม่สอดคล้องกัน และขาดความโปร่งใส ประเทศไทยจะไม่มีทางสร้างมูลค่าเพิ่มในยุคดิจิทัลได้เลย” ศ.สุชาติ ระบุทิ้งท้าย

.

#พรรคเพื่อไทย #รวีเล็กอุทัย #สุชาติธาดาธำรงเวช #ประชุมสภา