เจาะลึก “ยศชนัน” จะทำอะไร? หลังเปิดฉาก ‘Thailand²’ กับ 8 แผนปฏิบัติการ อว. ยกกำลังทุนมนุษย์-ดูแลคนไทยทุกช่วงวัยอย่างไร้รอยต่อ
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและความท้าทายจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ก้าวขึ้นเวทีเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญ ในการผนึกกำลัง 5 กระทรวงหลักของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Thailand²” (ยกกำลังประเทศไทย) ซึ่งหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักรหรือเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “ทุนมนุษย์”
- บทเรียนจากสิงคโปร์ : ทุนมนุษย์คือคำตอบแห่งอนาคต
ศ.ดร.ยศชนัน เริ่มต้นการบรรยายด้วยการชวนมองย้อนกลับไปดูบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุใดการพัฒนาคนจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดของการพัฒนาชาติ โดยได้กล่าวเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ใครจะไปเชื่อว่าประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว อย่างสิงคโปร์ ตอนนี้กลายเป็นประเทศที่น่ากลัวมาก…สิ่งที่เขาทำคือ เขาพัฒนาเรื่องของ ‘ทุนมนุษย์‘ ผมคิดว่าประเทศไทยเราก็มีความหวังครับ“
แนวคิดนี้ได้ถูกต่อยอดออกมาเป็นสมการความสำเร็จที่เรียกว่า Thailand² ซึ่งคำว่า “การยกกำลัง” คือการเพิ่มผลลัพธ์แบบทวีคูณ การนำเอาการศึกษา (Education) และแรงงาน (Workforce) มายกกำลังสอง จะช่วยยกระดับคนไทยทุกกลุ่ม
ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เน้นย้ำถึงพลังของการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือว่า “ไม่ว่าคุณจะทำอะไร คนเดียวก็สามารถที่จะช่วยในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้ แต่วันนี้ถ้าคนเดียวรู้จักเพื่อนอีก 1 คน พลังมันจะมหาศาล“
และการวางแผนเพื่อยกกำลังคนนี้ ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจระดับมหภาคอย่างแยกไม่ออก
“ถ้าวันนี้เรามองว่าประเทศต้องมี GDP โตขึ้นแบบนี้ เราต้องการกำลังคนหน้าตาแบบไหน เมื่อเวลาเท่าไหร่ และต้องการเทคโนโลยีแบบไหน หลังจากนั้นเราแทร็กกลับมาว่า ประเทศไทยสามารถสร้างได้ทันเวลาไหม“
- เจาะลึก 8 แผนปฏิบัติการ อว. (MHESI Action Plan 2026-2030)
เพื่อตอบโจทย์การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) กระทรวง อว. ได้กางแผนยุทธศาสตร์ 8 เสาหลัก ที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมของประเทศ ได้แก่
1. ส่งเสริมให้เกิด Innovation Ecosystem ในประเทศไทย การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อให้เกิดการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยและงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพความสำคัญไว้อย่างชัดเจนว่า
“ลองนึกภาพ เอายศชนันไปอยู่ที่ซิลิคอนแวลลีย์ กับเอา อีลอน มัสก์ (Elon Musk) มาอยู่ที่ประเทศไทย…ทุกคนจะเห็นภาพชัดเจนเลยครับว่า ‘ระบบนิเวศนวัตกรรม‘ จะทำหน้าที่ให้คนที่อยู่กับที่ สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ด้วยความหวัง“
ควบคู่กับการปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ เช่น IP Fast Track ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ให้มุมมองว่า “ถ้าผมโดนรถชน ลูกหลานผมไม่ได้ปริญญาจากผม แต่วันนี้ถ้าผมจดความรู้เข้าไปในทรัพย์สินทางปัญญา เราสามารถมองว่าสิ่งนี้คือ ‘อีกหนึ่งโฉนดให้กับคนไทย‘ ที่ดินดีๆ ติดแม่น้ำมีราคาสูงมาก องค์ความรู้ก็เช่นกันครับ“
2. Wellness Economy Thailand ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Medical Hub) โดยตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน รวมถึงการสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ฝีมือคนไทย กระดูกเทียมเฉพาะบุคคล และระบบ AI คัดกรองสุขภาพ
3. Semiconductor Thailand วางรากฐานอุตสาหกรรมชิปผ่านโปรเจกต์ “Siam Silica” เพื่อเร่งสร้างกำลังคนทักษะสูงกว่า 12,000 คน และใช้นโยบาย ASEAN Chips Diplomacy ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
4. AI, Physical AI & Data Driven Nation เร่งผลิตบุคลากรทักษะสูงด้าน AI กว่า 7,515 คน พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจดิจิทัล (AI Literacy for All) ให้คนไทย 20 ล้านคน
5. Frontier Innovation Thailand ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) โดยร่วมมือกับจีนในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ Chang’e-7 และโครงการ Artemis ของสหรัฐอเมริกา ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายถึงนัยยะสำคัญของดาวเทียมและอวกาศว่า “บางคนมองดาวเทียมเป็นแค่การส่งจรวดออกไป แต่ดาวเทียมนี่คือ ‘เอกราชทางดวงตาของเรา‘ ที่เราจะมองเห็นข้อมูลทั้งหมดของประเทศไทยด้วยอธิปไตยของเราเอง“
6. ส่งเสริมเทคโนโลยี ความมั่นคง สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำผ่านแพลตฟอร์ม THAIWATER และระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ “ศรีเตือนภัย” รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศภายใต้แนวคิด “ไทยทำ กองทัพใช้” (Dual-use)
7. ส่งเสริมเทคโนโลยี เพื่อต่อต้าน Corruption มุ่งสู่ Digital Government ใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ตรวจสอบการให้ทุนวิจัยซ้ำซ้อนเพื่อประหยัดงบประมาณชาติ และขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในการแก้ปัญหาเมืองอย่างโปร่งใส
8. พลิกโฉมมหาวิทยาลัย สู่ระดับโลก เปลี่ยนบทบาทมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ไม่ใช่แค่ผลิตปริญญา พร้อมจัดทำระบบ “TCAS เท่าเทียม” อุดหนุนค่าใช้จ่ายสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
- การดูแลทุนมนุษย์ “ทุกช่วงวัย” อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Human Capital Care)
จุดแข็งที่สุดของวิสัยทัศน์นี้ คือการไม่ทิ้งมิติทางสังคม ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำหลักการสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีของรัฐบาลว่า
“เทคโนโลยีจะไม่มีคุณค่าเลย ถ้าเรามุ่งไปที่เรื่องผลกำไรอย่างเดียว หน้าที่ของรัฐบาลคือ ทำยังไงให้เทคโนโลยีมารับใช้สังคม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้อย่างลงตัว“
การบูรณาการของ 5 กระทรวงหลัก (อว., ศึกษาธิการ, แรงงาน, เกษตรฯ, พม.) ได้ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลคนไทย “ทุกช่วงวัย” อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่เกิดจนแก่ ดังนี้
วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) : สนับสนุนเบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า 600 บาทแบบไร้รอยต่อ, ศูนย์เด็กปฐมวัยที่รับเด็กเร็วขึ้นเพื่อลดภาระพ่อแม่วัยทำงาน, และการนำร่องใช้วัคซีนไอกรนฝีมือคนไทย
วัยเรียน (7-18 ปี) : คืนเวลาให้ครูโดยยกเลิก 7 โครงการประเมินซ้ำซ้อน, ผลักดัน Education ID (1 ID ตลอดการเรียนรู้ชีวิต), และตั้งเป้าพาเด็กหลุดระบบ 500,000 คนกลับเข้าห้องเรียนผ่านโครงการ Zero Dropout
วัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ (19-25 ปี) : ขยายหลักสูตรการผลิตวิศวกรนักปฏิบัติ (KOSEN) และอุดหนุนค่าสอบ TCAS แบบเท่าเทียมครอบคลุมนักเรียนกว่า 900,000 คน
วัยสร้างตัวและเติบโต (26-35 ปี) : ยกระดับศักยภาพแรงงานสู่ยุค AI ด้วยโครงการ Al for All จับมือกับบริษัทระดับโลก, ผลักดันพ.ร.บ. คุ้มครอง GIG Worker, และให้สิทธิทำฟัน 12 รายการแบบไม่ต้องสำรองจ่าย
วัยขยายศักยภาพ (36-45 ปี) : ยกระดับเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการ ด้วยแพลตฟอร์มดาวเทียม Dragonfly และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อมุ่งสู่การทำเกษตรมูลค่าสูง
วัยต่อยอดและเปลี่ยนผ่าน (46-60 ปี) : สร้างความมั่นคงด้วย “สูตรบำนาญ CARE”, เพิ่มการเข้าถึงการบำบัดทดแทนไต, และการเทียบโอนประสบการณ์ทำงานสู่คุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI)
วัยเก๋าอย่างมีคุณค่า (60 ปีขึ้นไป) : และกลุ่มเปราะบาง: พลิกมุมมองต่อผู้สูงวัย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการดึงพลังผู้สูงอายุมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า : “คน 60 ปีเนี่ย เรามองว่าเป็นคนเพิ่งเริ่ม…ทำยังไงเราถึงจะทำให้คนที่มีอายุ 60 ไปร่วมกับคนที่อายุ 20 กว่า ทำ Startup ทำบริษัทใหม่ๆ ตามความฝันของคน 2 คนที่อยู่ในคนละยุคคนละสมัย“ พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบางด้วยระบบ Social Map และ พม. CARE ออนไลน์ เพื่อไม่ให้มีใครตกหล่น
- ดันสินค้าไทยไปตลาดโลก ต้องเริ่มที่คนไทยอุดหนุนกันเอง
ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฝากข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการกระตุ้นความเชื่อมั่นนี้:
“เวลาเราจะชวนต่างชาติมาลงทุน เขาจะถามทันทีว่า ‘ประเทศไทยใช้หรือยัง?’ ถ้าไทยไม่ใช้ เขาก็จะไม่ลงทุน การที่เราใช้สินค้าไทย จึงไม่ใช่แค่การช่วยอุดหนุน แต่คือการดันให้สินค้าไทยก้าวไปข้างหน้าได้“
สำหรับ ยุทธศาสตร์ ‘Thailand²’ ผ่าน 8 แผนปฏิบัติการ อว. และการดูแลทุนมนุษย์อย่างไร้รอยต่อ สะท้อนให้เห็นถึงแผนแม่บทที่ทะเยอทะยานและเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่เน้นการติดอาวุธทางเทคโนโลยีระดับโลก แต่ยังโอบรับประชาชนทุกช่วงวัยไว้ในสมการของการพัฒนา เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สถานะ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน
#ยกระดับทุนมนุษย์ #ยศชนันทำได้
บทความที่เกี่ยวข้อง