‘ศ.ดร. สุชาติ’ ชู 6 ปัญหาพร้อมปฏิรูปใหญ่ ปรับวิธีคิด-บริหารทั้งระบบ ‘จาตุรนต์’ ชี้งบไม่สอดคล้อง พัฒนา AI-Zero Dropout-ลดภาระครู ‘จักรภพ’ ติงราชการบริหารเป็นแท่ง เปรียบ ‘เลโก้’ ต่อไม่เป็นภาพใหญ่เดียว
วานนี้ (9 กันยายน 2569) พรรคเพื่อไทยร่วมกันอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ในส่วนงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ โดยเสนอตัดลดงบประมาณ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช เสนอตัดงบฯ 10% และนายจาตุรนต์ ฉายแสงและนายจักรภพ เพ็ญแข เสนอตัดงบฯ 5% เพื่อแสดงปัญหาและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการศึกษาของไทย อาทิ การปรับโครงสร้างการศึกษาครั้งใหญ่ ชี้ระบบที่รวมศูนย์ หลักสูตรล้าสมัย การจัดสรรงบที่ไม่ตรงเป้า ปัญหาหนี้สินและภาระงานของครู ตลอดจนปัญหาการบริหารระบบราชการที่แยกออกจากกันเป็นระบบแท่ง และปัญหาการศึกษาไทยที่มุ่งหลอมรวมให้เด็กเหมือนกัน ละเลยอัตลักษณ์ปัจเจกบุคคล
.
‘ศ.ดร. สุชาติ’ ชูปฏิรูปใหญ่ เปลี่ยนบทบาทกระทรวงศึกษา เสนอระบบคูปองการศึกษาเพิ่มแข่งขัน
.
ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอตัดลดงบกระทรวงศึกษาธิการลง 10% โดยระบุ 6 ปัญหาโครงสร้างที่ต้องแก้ไข คือ การรวมศูนย์มากเกินไป ผลสัมฤทธิ์นักเรียนต่ำ ระบบงบประมาณที่ตามระบบราชการแทนตามนักเรียน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัญหาหนี้ครูและภาระนอกห้องเรียน และการขาดหลักสูตรทักษะใหม่ด้าน AI และเทคโนโลยี พร้อมเสนอแนะให้ปฏิรูปบทบาทกระทรวงศึกษาพร้อมการปฏิรูปใหญ่ทั้งระบบ
.
ศ.ดร.สุชาติ กล่าวถึงปัญหาประการที่ 1 คือ ‘ระบบการศึกษาไทยมีการรวมศูนย์มากเกินไป’ โรงเรียนต้องรับคำสั่งจากส่วนกลางทั้งเรื่องหลักสูตร งบประมาณ บุคลากร การบริหาร ทว่าผู้ที่รู้ปัญหาดีของโรงเรียนคือผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ตนจึงเสนอให้กระทรวงศึกษาเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการ ผู้แต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ มาเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบ และวัดผล และให้อิสระในการตัดสินใจ พร้อมเสนอให้ปรับการบริหารโรงเรียนเป็นนิติบุคคล กระจายอำนาจสู่คณะกรรมการโรงเรียนซึ่งทำหน้าที่เลือกผู้อำนวยการ เหมือนสภามหาวิทยาลัย
.
โดยประการที่ 2 เสนอปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ มีปัญหาเรื่องการอ่าน การคิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ไขปัญหา ซึ่งเห็นว่ามาจากวิธีการบริหารราชการที่สั่งการแต่ไม่ได้มองไปการใช้งานจริง ย้ำว่า การศึกษาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้และใช้ได้จริง โดยเสนอให้ลดการท่องจำและเพิ่มทักษะพื้นฐาน อาทิ การอ่านจับใจความ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ภาษาอังกฤษ และ Digital Literacy ย้ำว่า โลกปัจจุบันต้องการคนที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เร็ว
.
ประการที่ 3 เสนอการปรับระบบงบประมาณจากระบบราชการแบบเดิมซึ่งนักเรียน ครู และผู้ปกครองไม่มีอำนาจ และเสนอให้แก้ปัญหาเพื่อมุ่งสู่การให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ด้วยการเปลี่ยนการอุดหนุนงบตามระบบราชการเป็นระบบ ‘คูปองทางการศึกษา’ เปลี่ยนการอุดหนุนจากฝั่ง Supply ไปสู่ฝั่ง Demand คือให้นักเรียนและผู้ปกครองเป็นผู้เลือกโรงเรียนและพางบประมาณไปด้วย การปรับเปลี่ยนนี้จะผลักดันให้โรงเรียนมีการแข่งขันกันมากขึ้น พัฒนาการศึกษาเพื่อดึงดูดผู้เรียน
.
ประการที่ 4 ชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กในครอบครัวฐานะดีหรืออยู่ในเมืองใหญ่มีโอกาสเข้าถึงโรงเรียน ครู เทคโนโลยี การเรียนเสริมที่ดีกว่าเด็กในชนบท จึงเสนอระบบการอุดหนุนใหม่ซึ่งเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กยากจน มีความพิการหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลควรได้รับการดูแลมากขึ้น ยิ่งมีข้อจำกัดมากยิ่งควรได้รับเงินมาก เพื่อสร้างความเสมอภาคในประเทศ
.
ประการที่ 5 กล่าวถึงปัญหาหนี้ครู ซึ่งประเทศไทยมีปัญหาติดอันดับ 1 ของโลก ครูเป็นหนี้ 1.4 ล้านล้านบาท ครู 80% ทุกคนเป็นหนี้ และชี้ถึงปัญหาซึ่งเกิดจากระบบค้ำประกันระหว่างครูด้วยกัน และย้ำปัญหาครูทำงานอื่นนอกเหนือจากงานสอนในห้องเรียนซึ่งเกิดจากปัญหาระบบการประเมินผลครู จึงควรปรับและลดงานธุรการลง
.
ประการที่ 6 ศ.ดร.สุชาติ ย้ำถึงการเรียนแบบท่องจำ และการมาถึงของศาสตร์ใหม่ อาทิ AI, Robotics, Data Science, Semiconductor และ Biotechnology โดยเสนอประเด็นสำคัญในการปรับบทบาทจากการบริหารแบบเดิมคือ Ministry of Education Administration ไปสู่การเป็นกระทรวงเพื่อการเรียนรู้และการพัฒนาทุนมนุษย์ Ministry of Learning and Human Capital และทิ้งท้ายว่าเปลี่ยน “จากกระทรวงที่เน้นระเบียบ บุคลากร งบประมาณ ไปเป็นกระทรวงที่เน้นว่าเด็กเรียนรู้อะไรทำอะไรได้จริง หลักการของผมคือให้มีการกระจายอำนาจ (decentralization) ให้ผู้ปกครองได้เลือก ให้เงินติดตามนักเรียนไป ยกระดับครู วัดผลจากเด็กที่ทำได้จริง”.
‘จาตุรนต์’ ชี้งบ AI-Zero Dropout ไม่สอดคล้องเป้า เรียกร้องปรับระบบงบทั้งกระทรวง
.
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอตัดงบ 5% เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา ‘ให้มีการปรับงบประมาณครั้งใหญ่’ โดยเสนอตัดงบ อาทิ ครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้าง ซึ่งสัมพันธ์กับอัตรานักเรียนที่ลดน้อยลง ค่าใช้จ่ายการสอนภาษาที่ล้มเหลว ค่าไฟฟ้าที่ควรลดลงเมื่อรัฐบาลใช้เงินกู้เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับโรงเรียน พร้อมยกตัวอย่าง 5 เรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ ความเสมอภาคทางการศึกษาและป้องกันเด็กหลุดจากระบบ การปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ให้ทันยุค AI การพัฒนาครู การจัดตั้งสถาบันวิจัยพัฒนาหลักสูตรถาวร และการพัฒนาระบบอาชีวะและทวิภาคีโดยให้ภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตร
.
นายจาตุรนต์ชี้ให้เห็นตัวเลขงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย งบพัฒนาหลักสูตร AI ทั้งกระทรวงไม่ถึง 70 ล้านบาท หารกับโรงเรียน 29,000 แห่ง ซึ่งถือว่าน้อยแล้วกลับถูกตัดซ้ำอีก 30% ในชั้นกรรมาธิการ งบ เซอเวอร์ AI 23.5 ล้านซื้อเพียงฮาร์ดแวร์โดยไม่มีแผนหลักสูตรหรือแอปพลิเคชันต่อยอด งบพัฒนาครูสอน AI ยุคใหม่ 138 ล้านบาท แต่ 53.8% กลับเป็นค่าสร้างบ้านพัก งบยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูง 979 ล้านบาท แต่ 83% คืองบลงทุนก่อสร้าง เหลือกิจกรรมจริงเพียง 16%
.
นายจาตุรนต์ยังชี้ความไม่สอดคล้องของงบประมาณการป้องกันเด็กหลุดจากระบบ(Zero Dropout) ซึ่งมีงบอยู่เพียงจำนวนน้อยและถูกตัดไป ทั้งที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานว่ามีตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาแล้วถึง 63,095 คน ตัวเลขงบและตัวเลขปัญหาจึงไม่สอดคล้องกัน นอกจากนี้เป้าหมายทวิภาคีของกระทรวงเองตั้งไว้ที่ 30-35% ซึ่งยังมีหลายอย่างที่ต้องปรับให้สอดคล้อง รวมถึงกล่าวถึงปัญหาส่วนอื่นๆ เช่น การมีงบพัฒนาครูแต่ไม่พบงบที่เกี่ยวกับการคืนเวลาหรือลดงานเอกสารให้ครู ไม่มีงบเกี่ยวกับสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาอยู่
.
นายจาตุรนต์สรุปทิ้งท้ายว่า ข้อสำคัญคือการ ‘ปรับระบบงบประมาณทั้งระบบ’ งบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่รายจ่ายประจำ อยู่ที่บุคลากร อยู่ที่สิ่งก่อสร้าง ทว่าเงื่อนไขต่างๆเปลี่ยน ย้ำและตั้งคำถามว่า “เราจะปรับระบบงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ว่ากระทรวงศึกษากำลังจะสร้างคนที่สังคมไทยต้องการ สร้างคนที่ไปแข่งขันกับโลกนี้ได้ สร้างคนมาแล้วมีอาชีพ สร้างคนมาแล้วเป็นคนที่มีความรู้ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น สามารถพัฒนาตนเองเรียนรู้ตลอดชีวิตได้”
.
‘จักรภพ’ ติงราชการบริหารแยกส่วน เหมือน‘เลโก้’ ที่ไม่เป็นภาพใหญ่เดียวกัน
.
ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอตัดงบ 5% ที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง เนื่องจากไม่สามารถบูรณาการ 4 แท่งการศึกษา ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. อาชีวศึกษา และสภาการศึกษา โดยชี้ว่าในการพัฒนาเยาวชนกลับต้องทำผ่านระบบราชการ 4 แห่งซึ่งมีการบริหารจัดการแตกต่างกัน แม้ว่าจะมีมาตรฐานกลางเหมือนกันแต่เมื่อแบ่งการทำงานแยกย่อยกันออกไปจึงกลับมาผสานต่อกันไม่ติด โดยนายจักรภพเปรียบกับ ‘เลโก้’ ที่ผลิตมาไม่ดีในขั้นต้น เมื่อนำมาต่อรวมให้กลายเป็นภาพใหญ่แล้วจึงไม่เป็นภาพ ไม่เป็นชิ้นเดียวกัน
.
นายจักรภพยังตั้งคำถามถึงกรอบความคิดของการศึกษาไทยที่เน้นหลอมรวมให้ทุกคนเหมือนกัน โดยไม่ส่งเสริมอัตลักษณ์ของปัจเจกชน เป็นการปิดกั้นความสามารถอันเฉพาะของบุคคลไว้ ทั้งยังชี้ว่าการกดทับในความเหมือนกันคือทำให้เกิดความกดดัน ความตึงเครียด ตลอดจนความโกรธสะสมอยู่ภายในตัวเยาวชน โดยยกตัวอย่างกรณีความรุนแรงของการก่อเหตุในโรงเรียนที่สะท้อนการสะสมความรุนแรงจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม นายจักรภพชี้ว่าการจัดระบบการศึกษาและการบริหารกระทรวงศึกษาต้องคำนึงถึงความโกรธนี้
.
นายจักรภพได้ย้ำว่ายุค AI มาถึงแล้ว การจัดการศึกษาจะดูแลหลอมรวมพร้อมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ได้อย่างไร การปรับบทบาทครูที่จะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมศักยภาพของเด็กแต่ละคน ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับการบริหารในภาพใหญ่ที่แยกขาดออกจากกัน โดยย้ำ “งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการจะต้องสะท้อนความจริงข้อนี้ออกมาให้ได้” และทิ้งท้ายถึงปัญหาว่าเรา “ใช้วิธีและใช้เวลามากในการที่จะลบล้างความเชื่อมั่นของเด็ก กลายเป็นเด็กเซื่องๆ ทำให้เด็กไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง”
.
#พรรคเพื่อไทย #สุชาติธาดาธำรงเวช #จาตุรนต์ฉายแสง #จักรภพเพ็ญแข #อภิปรายงบประมาณ #ศึกษาธิการ #ปฏิรูปการศึกษา
บทความที่เกี่ยวข้อง
ยันพร้อมจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย. นี้ ไม่เลื่อนแน่นอน ย้ำสิทธิกำหนดทิศทางกองทุน
อ่านต่อ