‘เลิศศักดิ์’ แนะ ก.ล.ต. ทบทวนประสิทธิภาพบังคับใช้กฎหมาย ชี้โศกนาฏกรรมหุ้นฉาว STARK-JKN-EARTH สูญเกือบ 2 แสนล้าน เกิดจากไม่ใช้อำนาจยึดอายัดทรัพย์ตั้งแต่นาทีแรก ทำเศรษฐกิจไทยสะดุด

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) สภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. ที่คณะรัฐมนตรีเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

.

นายเลิศศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลและลงโทษผู้สร้างความเสียหายในตลาดทุน แต่ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่ “ประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการใช้อำนาจของ ก.ล.ต.” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 267 ของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เดิม ซึ่งให้อำนาจ ก.ล.ต. ยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ทันทีเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้กระทำความผิดจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน โดยไม่ต้องรอให้ความเสียหายขยายวงกว้าง

.

ในอดีต ก.ล.ต. ละเลยการใช้อำนาจดังกล่าวใน 3 กรณีคดีโกงใหญ่ที่สร้างความเสียหายรวมกันเกือบ 200,000 ล้านบาท ได้แก่:

.

-กรณี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK  แม้ผู้บริหารสายงานการเงินจะออกรายการทีวียอมรับว่ามีการแต่งบัญชีและสร้างลูกหนี้ปลอม แต่ ก.ล.ต. กลับไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 267 ยึดอายัดทรัพย์ในทันที ปล่อยให้มีการไซฟ่อนเงินออกนอกประเทศและผู้บริหารหลบหนีไปก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี

.

-กรณี บริษัท เอิร์ธ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH  แม้ว่าจะผ่านมากว่า 10 ปี ผู้บริหารยักย้ายทรัพย์สินและใช้สิทธิ์กู้เงินหลายพันล้านบาทโดยอ้างเหมืองปลอม รวมถึงผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้หลายครั้ง แต่ ก.ล.ต. ไม่เข้าควบคุมอายัดทรัพย์สิน จนผู้ต้องหาลอยนวลอยู่ต่างประเทศและคดียังค้างอยู่ในชั้น ป.ป.ช.

.

-กรณี บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN จะเป็นกรณีผู้บริหารไม่ส่งงบการเงินตามกำหนด แต่ ก.ล.ต. ไม่ใช้อำนาจยับยั้ง ส่งผลให้เกิดการถ่ายเททรัพย์สินไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และผู้บริหารออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ทิ้งความเสียหายมหาศาลไว้กับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นกู้

.

นายเลิศศักดิ์ ย้ำว่า ความเสียหายระดับแสนล้านบาทจากคดีเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่นักลงทุนรายย่อย แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะเงินทุนหมุนเวียนหมื่นล้านแสนล้านหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย และกระทบต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ของตลาดทุนอย่างร้ายแรง

.

“จึงขอตั้งคำถามและจี้ให้ ก.ล.ต. ชี้แจงต่อสภาฯ ให้ชัดเจนว่า เหตุใดในอดีตจึงไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 267 ในการยับยั้งและยึดอายัดทรัพย์สินตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนและนักลงทุน” นายเลิศศักดิ์ กล่าวสรุป

.

#พรรคเพื่อไทย #เลิศศักดิ์พัฒนชัยกุล #ตลาดหลักทรัพย์ #ประชุมสภา