‘พัฒนา-ศุภศิษย์’ เห็นพ้อง เสนอตั้งกรรมาธิการร่วม สส.-สว. แก้ พ.ร.บ.บริหารงานบุคคลท้องถิ่น อัปเดตช่องโหว่ป้องกันทุจริตยุคใหม่

นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายชี้แจงถึงความสำคัญและความจำเป็นในการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น  โดยกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ มีจุดเริ่มต้นจากตนเองเป็นคนเสนอเป็นคนแรกตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากในอดีตเคยทำหน้าที่ประธานอนุศึกษากรณีทุจริตการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่น (กรณี “กบกระโดด” ปี 2564) จึงรู้และเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง

.

นายพัฒนา อภิปรายต่อว่าในอดีต มีคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดึงอำนาจการจัดสอบบรรจุและเลื่อนระดับจากท้องถิ่นมาไว้ที่ “คณะกรรมการกลาง (ก.กลาง)” เพื่อแก้ปัญหาทุจริตในระดับพื้นที่ แต่ผลลัพธ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่า เดิม เพราะ ก.กลาง ก็ประสบปัญหาการทุจริตและสร้างปัญหาอย่างต่อเนื่อง

.

แม้ร่างฯ นี้เคยถูกถอนออกไปในวาระ 3 เพื่อปรับปรุงหลักการ แต่ก็ได้รับการยื่นกลับเข้ามาใหม่เพราะสมาชิกสภาและผู้เกี่ยวข้องต่างเห็นพ้องตรงกันถึงปัญหาดังกล่าว

.

ร่างกฎหมายนี้ มีสาระสำคัญตั้งแต่ มาตรา 3 ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 ซึ่งทุกฝ่าย คือทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ วุฒิสภา เห็นพ้องตรงกัน

.

มาตรา 4 เป็นกรณีแก้ไขปัญหาการโอนย้ายระหว่างข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง เพื่อลดความขัดแย้งในการบริหารงาน

.

มาตรา 5 เป็นมาตราที่มีความละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการสรรหาบุคลากร ซึ่ง วุฒิสภา ได้มีการแก้ไขกลับมา

.

มาตรา 6/1 ทาง วุฒิสภา เพิ่มเติมสิทธิให้ผู้สอบผ่านภาค ก. (มาตรฐาน ก.พ.) ส่วนภาค ข. และ ภาค ค. ให้พิจารณาตามเหตุและผลต่อไป

.

เมื่อวุฒิสภา ได้มีความเห็นแย้ง ในร่างของสภาผู้แทนราษฏร และส่งกลับมา ตนจึงเห็นว่า ควรใช้โอกาสนี้ ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ ได้ใช้โอกาสนี้แก้ไขเพิ่มเติม ด้วยมีสาเหตุจากปัญหาการทุจริตอย่างที่เป็นข่าว เพราะแม้ร่างเดิมจะยกร่างไว้ดี แต่ผ่านมาร่วมปี รูปแบบและวิธีการทุจริตพัฒนาไปไกล กฎหมายจึงต้องได้รับการปรับปรุงให้ “ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน”

.

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ตัดอำนาจ ก.กลาง  และยืนยันว่าต้องไม่ให้อำนาจ ก.กลาง ในการจัดสอบอีกต่อไป เพื่อวางระบบคานอำนาจระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นและคณะกรรมการระดับจังหวัดอย่างแท้จริง

.

“ดังนั้น จึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้ง กรรมาธิการร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้ ร่วมกันปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการป้องกันการทุจริตให้รัดกุม ทันสมัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนท้องถิ่นต่อไป” นายพัฒนา กล่าว

.

ส่วนด้านนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ สส.ร้อยเอ็ดอภิปรายสนับสนุนให้ ก.พ. จัดสอบภาค ก. เพราะเชื่อมั่นในความโปร่งใส ยุติธรรม และมีคุณภาพมาตรฐาน เพราะ กพ.จัดสอบมาหลายสิบปีไม่เคยมีปัญหาทุจริต ส่วนภาค ข. และ ค. เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นจัดสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าตามสายงานได้ และยังเป็นการสร้างมาตรฐานข้าราชการไทย โดยมี 4 ประเด็นสำคัญคือ

.

-โปร่งใส ตรวจสอบได้: ก.พ. มีระบบสอบที่รัดกุมมากว่า 30 ปี ไร้ปัญหาทุจริต สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

.

-โอนย้ายข้ามสายงานได้: เมื่อมาตรฐานเข้าสู่ตำแหน่งเท่าเทียมกัน บุคลากรท้องถิ่นจะสามารถโอนย้ายไปหน่วยงานอื่นได้โดยไม่ถูกกีดกัน (เช่น นักทรัพยากรบุคคลท้องถิ่นโอนไปเป็นปลัดอำเภอ)

.

-ลดงบประมาณซับซ้อน: ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดสอบ คุมสอบ และขนส่งข้อสอบซ้ำซ้อน

.

-แก้ปัญหาการย้ายถิ่น: ช่วยให้คนสอบในภูมิภาคของตนเองได้ ไม่ต้องย้ายข้ามภาค และลดปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในการทำเรื่องย้าย

.

“ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยให้ ก.พ. จัดสอบภาค ก ส่วนภาค ข และ ค ให้ ก.จังหวัด ดำเนินการ และเสนอให้ตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้” นายศุภศิษย์ กล่าว

.

#พรรคเพื่อไทย #พัฒนาสัพโส #ศุภศิษย์กอเจริญยศ #ประชุมสภา #บริหารงานบุคคลท้องถิ่น