สส.พรรคเพื่อไทย สนับสนุนรายงานกระทรวง อว. แนะเร่งปรับกลยุทธ์เชิงรุก ปลดล็อกงานวิจัยจากหิ้งสู่หาง ชูโจทย์เกษตรกรรากหญ้า เน้นการศึกษาตลอดชีวิต และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงโลกยุค AI
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณารายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ประจำปี 2565–2568 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยระบุว่าแม้ทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีขั้นสูงจะเดินมาถูกทางแล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อความเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัญหาประชากรลดลง และวิกฤตความเหลื่อมล้ำ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการนำงานวิจัยและนวัตกรรมลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในระดับฐานรากอย่างเป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้
.
นายจักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ ชี้ว่า การขับเคลื่อนตาม 4 คำสำคัญ คือ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ต้องเริ่มต้นจากการตั้งโจทย์ที่แก้ปัญหา “ความทุกข์” (Pain Point) ของประเทศอย่างแท้จริง การทำงานวิจัยต้องไม่มุ่งเน้นเพียงเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการของผู้ทำวิจัยเท่านั้น แต่ต้องบูรณาการและเชื่อมโยงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย รวมถึงเตรียมรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยี AI และสังคมสูงวัย เพื่อให้ประเทศสามารถพลิกฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันกลับคืนมาได้
.
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ ได้อภิปรายสะท้อนมุมมองว่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยี AI อย่างรวดเร็ว ประกอบกับวิกฤตประชากรไทยที่ลดลงจนทำให้สถาบันการศึกษาหลายแห่งประสบปัญหา มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อพัฒนาทักษะให้กับคนทุกวัย ไม่ใช่รอรับเฉพาะเด็กจบใหม่ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ เช่น การช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงและแปลง “คาร์บอนเครดิต” ให้เป็นรายได้ใหม่บนอาชีพเกษตรกรรมเดิมได้
.
นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา สนับสนุนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง และ AI แต่ได้ตั้งคำถามสะท้อนใจว่าเราเดินเร็วพอหรือยังกับความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมเน้นย้ำให้กระทรวง อว. ติดตามการมีงานทำและรายได้ของบัณฑิต รวมถึงพัฒนาระบบการนำงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประสบภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยไม่ต้องรอให้ สส. หรือประชาชนต้องร้องเรียนเป็นรายกรณี
.
นายรุ่งเพชร ศรีกาญจนา สส.หนองบัวลำภู อภิปรายเห็นด้วยกับการลงทุนด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรติดตามผลลัพธ์ (Outcome) อย่างจริงจังหลังจากการฝึกอบรมหรือการดำเนินโครงการ ว่าสามารถสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ พร้อมทั้งเสนอให้เร่งนำงานวิจัยด้านการเกษตรและสุขภาพลงสู่พื้นที่ภูมิภาค เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิต และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง
.
นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก ฝากความหวังไว้กับกระทรวง อว. ในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะปัญหาพันธุ์ข้าวที่ยังสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ปัญหาผักตบชวา การกำจัดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่นควัน และวิกฤตโรคใบด่างมันสำปะหลังที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งต้องการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างเร่งด่วน
.
นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย เสนอแนะให้มีการกระจายโอกาสในการเข้าถึงงบประมาณและทุนวิจัยให้กว้างขวางขึ้น ไม่ควรจำกัดหรือกระจุกตัวอยู่เพียงแค่กลุ่มคนหรือมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่กลุ่มเดิม พร้อมทั้งผลักดันให้มีการทำวิจัยที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของแต่ละท้องถิ่นใน 77 จังหวัด เพื่อดึงจุดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน
.
นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย สะท้อนปัญหาข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดเลยว่า ผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงหลายชนิด ยังขาดโอกาสในการยกระดับและขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เนื่องจากขาดงานวิจัยและวิชาการสนับสนุน จึงอยากขอให้กระทรวง อว. จัดสรรงบประมาณสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ ให้เข้ามามีบทบาทในการหนุนเสริมเกษตรกรและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
.
#พรรคเพื่อไทย #ประชุมสภา