‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ ชื่นชม กมธ. วิสามัญฯ ศึกษาแก้ฝุ่น PM 2.5 และไฟป่า เตรียมทำการบ้านมาดี ชี้จุดตายชัดเจน แนะในรายงานยังขาดกลไกบูรณาการ-ศูนย์บัญชาการจริงจัง เตือนหากไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนเด็ดขาด ปัญหาวิกฤตจะวนกลับมาที่เดิม
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการ และแนวทางการบริหารจัดการการแก้ปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยเริ่มต้นกล่าวชื่นชมการทำงานอย่างหนักของคณะกรรมาธิการฯ ที่สามารถวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุต้นตอของปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งปัญหาการเผาในพื้นที่ป่า การเผาวัสดุทางการเกษตร มลพิษจากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง หมอกควันข้ามพรมแดน รวมถึงปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) พร้อมกันนี้ นายจาตุรนต์ ได้ข้อตั้งสังเกตต่างๆ ที่มีความครอบคลุมในเชิงโครงสร้าง
.
แต่อย่างไรก็ตาม นายจาตุรนต์ ได้สะท้อนมุมมองว่า สิ่งที่รายงานดังกล่าวยังขาดหายไปและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการแก้ปัญหา คือ “กลไกการบูรณาการและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ” เปรียบเสมือนการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยที่อยู่ในขั้นวิกฤต (ICU) ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายคนจ่ายยาแยกตามอาการ (สั่งการไปยังกระทรวงและกรมต่างๆ เช่น กระทรวงคมนาคม กรมควบคุมมลพิษ ฯลฯ) แต่ขาด “แพทย์ผู้ดูแลภาพรวม (Critical Care) ที่จะมาเชื่อมโยงระบบ บูรณาการสั่งการ และติดตามผลร่วมกันอย่างจริงจัง
.
นายจาตุรนต์ ระบุว่า หากรัฐบาลนำข้อสังเกตและข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติโดยไม่มีหน่วยงานกลางหรือ “ศูนย์บัญชาการ” ที่เป็นเจ้าภาพคอยขับเคลื่อน ตรวจสอบ และประเมินผลอย่างต่อเนื่องสุดท้ายหน่วยงานต่างๆ ก็จะต่างคนต่างทำ และปัญหาจะซ้ำรอยเดิม คือ วิกฤตเกิดทีจึงแก้ที ตั้งรับเฉพาะตอนไฟไหม้หรือตอนที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นเป็นสีแดงสีม่วง
.
ในช่วงท้าย นายจาตุรนต์ ได้ฝากข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการฯ และรัฐบาลต่อยอดรายงานฉบับนี้ โดยเร่งสร้างกลไกขับเคลื่อนที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงตั้งโต๊ะประชุม เพื่อป้องกันไม่ให้สภาผู้แทนราษฎรต้องวนกลับมาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาเดิมซ้ำอีกในอนาคต
.
#พรรคเพื่อไทย #จาตุรนต์ฉายแสง #ไฟป่า #ประชุมสภา #PM2.5