รักษาดี อยู่ดี ตายดี : ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI โดย นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล แพทย์เฉพาะทาง สาขาออร์โธปิดิกส์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้พัฒนาด้าน AI
24 ปีมาแล้วที่คนไทยเดินทางมากับ 30 บาทรักษาทุกโรค เรามีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงจาก 30 บาทรักษาทุกโรค มาเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ในปัจจุบัน ทุกวันนี้หลักประกัน 30 บาทครอบคลุมประชาชนกว่า 47 ล้านคนในปีที่ผ่านมา
ตนเองมีโอกาสปฏิบัติงานเป็นแพทย์ ตั้งแต่ในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด ปัจจุบันผมมาอยู่ในระบบปฐมภูมิ คนไข้ที่เดินทางมาโรงพยาบาลตั้งแต่ 6 โมงเช้าแล้วก็กลับ 6 โมงเย็นเพื่อมาพูดคุยกับหมอประมาณ 5-10 นาทีมีจริงๆ
นี่คือความเหลื่อมล้ำในระบบ 30 บาท ในเรื่องของการเข้ารับบริการไม่ว่าจะเป็นการรอคิว มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิ์การรักษาต่างๆ ว่ามีความเท่าเทียมกันหรือไม่
ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการผู้บริหารโรงพยาบาลต่างๆ ก็สะท้อนคำถามออกมาว่า เรื่องการเงินของโรงพยาบาลจะขาดทุนหรือไม่ จะยั่งยืนได้อย่างไร ทุกวันนี้เราอยู่บนความท้าทายหลายๆ เรื่อง
เรื่องแรก การเงินของทางโรงพยาบาลที่อยู่ในระบบ 30 บาทจะมีความยั่งยืนอย่างไร สปสช. จะสามารถบริหารรายรับของโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับรายจ่ายที่แท้จริงของแต่ละหน่วยบริการได้อย่างไร
เรื่องที่สอง การยกระดับคุณภาพการให้บริการทำอย่างไรให้มีการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ประชาชนรอคิวลดลง มีการใช้เทคโนโลยีในการคัดกรองโรคต่างๆ
เรื่องที่สาม ทุกวันนี้บุคลากรในระบบสาธารณสุขของไทยเริ่มเหนื่อยล้า มีเสียงสะท้อนกลับว่าทำอย่างไรพวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
-2-
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองมาจากนอกประเทศไทย เราจะพบว่าระบบสุขภาพของไทยนั้นโด่งดังมากในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ในปี 2023 มีการประมาณการว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ คือ 3.1 แสนล้านบาทต่อปี มีชาวต่างชาติเข้ามารับการรักษาไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คนในแต่ละปี
เรามีโรงพยาบาลที่ดีในภาคเอกชน เรามีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในโรงพยาบาลเอกชน จึงเกิดคำถามว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างการให้บริการทั้งสองระบบเป็นอย่างไร และความยั่งยืนของระบบ 30 บาทเป็นอย่างไร
ส่วนเสียงจากพี่น้องประชาชนก็อยากให้ระบบ 30 บาทมีต่อไป เพราะว่าระบบนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานทางด้านการรักษาพยาบาล และเป็นนโยบายที่ทำให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดของนโยบายในประวัติศาสตร์ประเทศไทย
ผมบอกกับพี่น้องประชาชนที่คุยกับผมว่า อย่าเพิ่งท้อ อยากให้มองว่าระบบ 30 บาทใน 24 ปีที่ผ่านมา เป็นระบบที่เพิ่มการเข้าถึงการให้บริการทางสาธารณสุข และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงอีก 10 ปีข้างหน้า ระบบ 30 บาท จะยกระดับเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพในให้การบริการ และเป็นยุคแห่งการพัฒนาความยั่งยืนของระบบ
-3-
จิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคได้ คือ เทคโนโลยี AI ทุกวันนี้ในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพมีการนำ AI เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยการวินิจฉัย ช่วยลดขั้นตอน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในภาคเอกชน
ปัจจุบันนี้การเข้าถึง AI ไม่ใช่เรื่องยาก ต้นทุนการนำ AI มาใช้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาลดลงอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นคำถามคงไม่ใช่ว่าเราจะนำ AI มาใช้หรือไม่ คำถามคือวันนี้เราจะออกแบบระบบบริการสาธารณสุขของเราโดยมี AI มาเพิ่มคุณค่าให้กับการบริการได้อย่างไร
-4-
ถ้าเราพูดถึง AI เราจะได้ยินสองคำหลักๆ คือ เรื่องของข้อมูลกับโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล AI เป็นเครื่องมือที่เรานำมาขยายศักยภาพของการให้บริการ ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาทดแทนการทำงานของคน
เครื่องมือนี้จะใช้ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลมาขยายศักยภาพของการให้บริการระบบสาธารณสุขของประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นการใช้สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของการรับบริการ ลดระยะเวลาการรอคอยเพิ่มการเข้าถึง เพิ่มความเท่าเทียมให้กับการรับบริการ ให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าสู่การคัดกรองโรคได้มากขึ้น ลดช่องว่างการให้บริการเรื่องของคุณภาพระหว่างภาครัฐกับเอกชน
ที่สำคัญในด้านความยั่งยืน คือ เราสามารถนำข้อมูลต่างๆ เข้าสู่ฐานข้อมูลเดียว แล้วเพิ่มความโปร่งใสในการมองเห็นข้อมูล สิ่งนี้จะช่วยโรงพยาบาล หรือ สปสช. ในการประมาณการตัวเลขที่สำคัญเพื่อออกแบบระบบการบริการของสาธารณสุขที่ถูกต้อง
-5-
แต่ก่อนที่เราจะมี AI สิ่งที่เราจะต้องเตรียมคือเรื่องของข้อมูล กับโครงสร้างของข้อมูล สองสิ่งนี้จะทำให้ระบบการเก็บข้อมูลของสาธารณสุขเราสามารถเข้าถึงได้จากส่วนกลาง
ทุกวันนี้ถ้าเราตั้งคำถามว่า ต้นทุนของการให้บริการในหนึ่งโรค หรือหนึ่งกิจกรรมหัตถการเป็นเท่าไหร่ เราตอบไม่ได้ ต้นทุนของการให้บริการในแต่ละพื้นที่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ตเป็นอย่างไร เราตอบไม่ได้ เพราะว่าเราขาดโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูล
ถ้าเราอยากจะพัฒนา AI มาใช้ในระบบสาธารสุขโดยใช้ข้อมูล หรือฐานข้อมูลของคนไทยจริงๆ ทุกวันนี้ยังทำไม่ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลพร้อม เราก็สามารถพัฒนาระบบบริการได้ในทุกมิติ
ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ การนำข้อมูลมาใช้ในการประเมินเรื่องความคุ้มค่าในการให้บริการในแต่ละโรงพยาบาล การใช้ข้อมูลในการมาบริหารจัดการการเข้ารับบริการในระบบสาธารณสุข รวมทั้งการใช้ข้อมูลมาบริหารความต้องการของพี่น้องประชาชน
-6-
เราอยากชวนมองถึงถนนเส้นหนึ่ง เป็นถนนเส้นที่ประเทศไทยเรายังไม่มี แต่เรียกถนนเส้นนี้ว่า One-Road เป็นถนนที่เราจะรวบรวมหรือเชื่อมต่อข้อมูลของหน่วยบริการสาธารณสุขต่างๆ เข้ามามายังถนนเส้นเดียวของประเทศ
สิง่นี้มีหลายประเทศที่ทำสำเร็จแล้ว ยกตัวอย่างคือ X-Road ของประเทศเอสโตเนีย หรือสิงคโปร์ ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลสาธารณสุข ข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการในระบบเดียวกันได้ หรือที่ฮ่องกงเอง เมื่อประชาชนไปโรงพยาบาลใด ก็สามารถจะใช้ระบบเดียวกันเพื่อดูข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้
สิ่งนี้จะช่วยทำให้เราพัฒนาระบบสาธารณสุขได้ดียิ่งขึ้น และสามารถให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลองนึกภาพดูว่า ถ้าเกิดคนไข้ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลห่างไกล หรือโรงพยาบาลอำเภอหนึ่ง เมื่อเข้ามาในโรงพยาบาลจังหวัด และมีข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด คนไข้คนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจแล็บ หรือตรวจเจาะเลือดซ้ำ
สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระของคนไข้อย่างเดียว แต่ยังเป็นการลดภาระของผู้ให้บริการคือ แพทย์และพยาบาลด้วย เป็นการลดการทำงานซ้ำซ้อน และลดต้นทุนการให้บริการของทางโรงพยาบาลได้
-7-
มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว โดยมีโรงพยาบาลขอนแก่น ได้ทดลองในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา เขาได้นำข้อมูลแล็บ หรือข้อมูลการตรวจของโรงพยาบาลอำเภอ มาเชื่อมโยงเข้าไปในระบบหลักของโรงพยาบาล โดยเริ่มทำระบบนี้ตั้งแต่เมษายน 2568 ถึงตุลาคม 2568 พบว่าต้นทุนของโรงพยาบาลลดลง มีเงินเหลือเพิ่มมากขึ้นเดือนละ 6.8 ล้านบาท หากคิดรวมทั้งปี โรงพยาบาลเหลือเงินเพิ่มขึ้นปีละ 81 ล้านบาท
ประเด็นสำคัญคือ หากเรามี One-Road ที่เชื่อมข้อมูลข้ามระหว่างจังหวัด เชื่อมข้อมูลในทุกภูมิภาค เราจะสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนในการให้บริการด้านสาธารณสุขได้มหาศาล
และมากไปกว่านั้น สิ่งที่เราจะเห็นเพิ่มเติมคือ ข้อมูลต้นทุนการรักษาพยาบาลที่เป็นจริง ของแต่ละพื้นที่ เพราะหน่วยบริการแต่ละแห่งมีโครงสร้างต้นทุนไม่เท่ากัน เช่น โรงพยาบาลในเชียงใหม่ ขอนแก่น หรือภูเก็ต อาจจะค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการต่างกัน
เมื่อเรามีข้อมูลจริงเหล่านี้ รัฐบาลและ สปสช. จะสามารถออกแบบระบบงบประมาณที่สะท้อนต้นทุนแท้จริงของแต่ละพื้นที่ได้
ระบบใหม่นี้จะทำให้ สปสช. มองเห็นภาพรวมของ ต้นทุน และประสิทธิภาพของโรงพยาบาลทั่วประเทศได้อย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นภาวะกำไร–ขาดทุน หรือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยากมาก เพราะไม่มีถนนข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกัน
ที่สำคัญที่สุด ระบบนี้จะทำให้ไทยเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เป็นจริงของพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ว่าพื้นที่ไหนมีปัญหาด้านสุขภาพแบบใด มีแนวโน้มโรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง และควรจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้ตรงจุด
-8-
สมมติถ้าเรามีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น ผลเอกซเรย์ปอด หรือผลตรวจต่างๆ ของคนไทยทั้งประเทศ ที่เก็บอยู่ในระบบข้อมูลกลางอย่างเป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นฐานทรัพยากรสำคัญที่สามารถนำมาใช้พัฒนานโยบายได้ ถ้าเราสามารถดึงข้อมูลสุขภาพทั้งหมดมาอยู่บน “ถนนข้อมูลสายเดียวกัน” ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราสามารถยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อย่างมหาศาล
เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า National Healthcare Workforce Registry ที่บุคลากรทางด้านสาธารณสุขจะมองเห็นร่วมกันว่า หน่วยบริการใดทำงานมากน้อยเพียงใด สิ่งนี้จะสามารถทำให้เราสามารถออกแบบระบบการทำงานที่เป็นธรรม ทำให้บุคลากรด้านสาธารณสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนตามการทำงานที่แท้จริง
อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นนำเสนอไอเดียเพื่อจะยกระดับระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ในอนาคตจะมีการจัดเวทีนอกรอบเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในระบบสาธารณสุขของไทยเข้ามานำเสนอ ปัญหาที่เจอ และฝันที่เขาต้องการเพื่อจะออกแบบเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์คนทำงานอย่างแท้จริง
รวมทั้งเชิญชวนผู้ประกอบการ หรือนักพัฒนานวัตกรรม เข้ามามีพื้นที่ในการพัฒนา หรือนักวิจัยในแต่ละมหาวิทยาลัย นำข้อมูลที่มาจากถนนเส้นเดียวกันใช้พัฒนาเพื่อสร้าง AI และผลักดันเข้าสู่โรงพยาบาลของรัฐเพื่อให้เกิดการทดลองใช้งานจริง
ที่สำคัญนี่จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการนำระบบ AI ที่พวกเขาสร้างขึ้นออกไปสู่ตลาดโลกได้
หมายเหตุ – เรียบเรียงจาก MOONSHOT FORUM ครั้งที่ 1 หัวข้อ “ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI : รักษาดี อยู่ดี ตายดี” วันที่ 10 พ.ย. 2568
บทความที่เกี่ยวข้อง







