‘ยศชนัน’ นำเพื่อไทยคุย Startup เชียงใหม่ พลิกโฉมเชียงใหม่สู่ Hub นวัตกรรม ชูยุทธศาสตร์ ‘รัฐเป็นลูกค้าแรก’ สร้างแต้มต่อและทางลัดเรียนรู้ Tech โลก พร้อมสร้างระบบนิเวศหนุน Corporate ร่วมลงทุนกับ Startup และดึงยักษ์ใหญ่การเงินปักฐานไทย หวังเชื่อมทุน Silicon Valley ปั้น Unicorn สู่ Global Scale อย่างยั่งยืน

วันที่ 10 มกราคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะ เดินทางไปยัง The Brick Startup Space ย่านนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ประกอบการ Startup และนักศึกษา โดยมีวาระสำคัญในการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมและแนวทางการผลักดันจังหวัดเชียงใหม่ให้ก้าวสู่การเป็น Hub ของ Startup อย่างเต็มรูปแบบ

โดยมี นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย และ นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล หรือ “หมอโจ้” ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 เบอร์ 6 ร่วมหารือด้วย

บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างเข้มข้นและเป็นกันเอง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ Startup นักศึกษาที่นำเสนอโครงงานวิจัย และทีมงานพรรคเพื่อไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากพื้นฐานเดิมของ ศ.ดร.ยศชนัน และ นพ.ธีรพัฒน์ ต่างคลุกคลีและมีประสบการณ์ในแวดวง Startup รวมถึงวงการงานวิจัยมาอย่างยาวนานนับสิบปี ก่อนที่จะผันตัวเข้าสู่สนามการเมือง ทำให้เข้าใจปัญหาและบริบทของการพัฒนานวัตกรรมเป็นอย่างดี

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเชียงใหม่คือบทบาทของรัฐในการสนับสนุน โดยเฉพาะแนวคิดที่รัฐบาลต้องเป็นผู้ซื้อหรือผู้ใช้งานรายแรก เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ ดังเช่นโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ที่รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนการใช้งานตั้งแต่ช่วงที่ Startup ยังไม่มี Traction ทางการตลาด เพื่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนา เมื่อรัฐบาลเลือกใช้ ย่อมเปรียบเสมือนการการันตี (Endorse) คุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้ Startup เหล่านั้นสามารถระดมทุนจากแหล่งอื่นได้ง่ายขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ในยุคของ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก รัฐบาลต้องมองให้ออกว่าผู้ประกอบการต้องการเครื่องมือแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP หรือข้อมูลเชิงลึก (Deep Data) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งทางพรรคได้เตรียมแนวทางกองทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนทั้งในและต่างประเทศเอาไว้แล้ว

ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำเรื่อง Mindset ของการทำธุรกิจว่า ไม่ควรมองตลาดเพียงแค่ในประเทศไทย แต่ต้องมองภาพรวมระดับโลก (Global Scale) ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกเผชิญ หากรัฐบาลผลักดันให้ Startup ไทยกลายเป็น “National Company” หรือบริษัทระดับชาติ ก็จะเป็นใบเบิกทางให้สามารถนำแพลตฟอร์มเดียวกันนี้ไปขยายตลาดในต่างประเทศได้

ประเด็นต่อมาคือ การเชื่อมโยงระหว่าง Startup กับบริษัทขนาดใหญ่ (Corporate) รัฐต้องส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศที่บริษัทใหญ่หันมาใช้บริการ หรือเข้ามาร่วมทุนกิจการกับ Startup เพื่อนำไปเป็นโมดูลหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ แทนที่จะทำวิจัย (R&D) แข่งกันเองภายในองค์กร หากทำเช่นนี้ได้ ก็จะมีโอกาสเกิด “Unicorn” หน้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศได้อย่างแท้จริง

ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวอีกว่า ในมิติของการสนับสนุนสถาบันการศึกษา รัฐควรส่งเสริมการจัดตั้ง Holding Company ของมหาวิทยาลัย เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากการที่มหาวิทยาลัยจะนำเงินงบประมาณมาลงทุนโดยตรงนั้นทำได้ยาก การมี Holding Company จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการร่วมลงทุนและพัฒนานวัตกรรม

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนของภาครัฐในรูปแบบที่รัฐเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อวัตถุประสงค์ในการเข้าถึงองค์ความรู้ และประสบการณ์ โดยยกตัวอย่างโมเดลของไต้หวัน ที่รัฐบาลเข้าไปเทคโอเวอร์หรือถือหุ้นในบริษัทเป้าหมาย ทำให้สามารถส่งคนเข้าไปเรียนรู้กระบวนการทำงาน การตรวจสอบสถานะกิจการ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ทางลัด เปลี่ยนจากที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ 20 ปี ให้ได้รับความรู้ในชั่วข้ามคืน

ศ.ดร.ยศชนัน ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาคอขวดสำคัญของ Startup ไทยที่จะไปเวทีโลก นั่นคือ “กำแพงภาษา” โดยเฉพาะทักษะภาษาอังกฤษในการนำเสนองาน ในพื้นที่อย่าง Silicon Valley ซึ่งให้เวลาจำกัดเพียงไม่กี่นาที หากสำเนียงหรือความคล่องแคล่วไม่ได้มาตรฐาน นักลงทุนอาจปิดกั้นความสนใจทันที ดังนั้นการพัฒนาภาษาให้สื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรม (Industry Focus) นั้น จากการได้พูดคุยกับนักลงทุนรายใหญ่ พบว่ากลุ่มธุรกิจที่ได้รับความสนใจอย่างมากในไทย ได้แก่ Logistic Tech, Green Tech และ Health Tech นอกจากนี้ ในส่วนของการผลักดัน Fintech Hub รัฐบาลอาจต้องมองกลยุทธ์การดึงดูดบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ให้ย้ายฐานปฏิบัติการหลังบ้าน (Back Office) เช่น ระบบ ERP หรือ HR เข้ามาตั้งในไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศให้บริษัทเหล่านี้เห็นศักยภาพและนำไปสู่การลงทุนต่อเนื่องใน Startup ท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อม (Bridge) ระหว่างทุนไทยและแหล่งทุนระดับโลกอย่าง Silicon Valley

ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้กล่าวชื่นชมในความตั้งใจทำงานของ นพ.ธีรพัฒน์ (หมอโจ้) ที่มุ่งเน้นการลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี โดยไม่คำนึงถึงเพียงแค่คะแนนเสียง แต่ต้องการนำประสบการณ์และความรู้มาพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เกิดขึ้นจริง เปรียบเสมือนโชคชะตาที่ได้กลับมารับใช้คนเชียงใหม่ร่วมกันในครั้งนี้

.

#เพื่อไทยเบอร์9 #เพื่อไทยทำได้ #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์  #หมอโจ้เบอร์6 #Startupเชียงใหม่

.

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้