นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ กังวลภายหลังศาลสูงสหรัฐฯ มีมติ 6-3 วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA เพื่อเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบจักรวาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกินขอบเขตอำนาจ จนทำให้กฎหมายดังกล่าวสิ้นผลไปทางกฎหมายทันที

นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง โพสต์ข้อความแสดงความกังวลภายหลังศาลสูงสหรัฐฯ มีมติ 6-3 วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA เพื่อเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบจักรวาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกินขอบเขตอำนาจ จนทำให้กฎหมายดังกล่าวสิ้นผลไปทางกฎหมายทันที แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้จบ แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเพราะสหรัฐฯ ยังมีกฎหมายอื่นใช้บังคับได้อีกภายใน 150 วันข้างหน้า โดยมีข้อความดังนี้

.

“ถอดรหัสคำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ และก้าวต่อไปของยุทธศาสตร์การค้าไทย

.

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติ 6-3 วินิจฉฉัยว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉิน IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบจักรวาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจ

.

ในเชิงนิติศาสตร์ คำตัดสินนี้ทำให้มาตรการภาษีดังกล่าวสิ้นผลทางกฎหมายทันที หลายคนอาจมองว่าเป็นชัยชนะและเริ่มเบาใจ

.

แต่การเจรจาระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่การยุติสงครามการค้า

มันเป็นเพียงการ “เปลี่ยนฐานอ้างอิงทางกฎหมาย” ของสหรัฐฯ เท่านั้น

.

เป้าหมายสูงสุดในการลดการขาดดุลการค้า (Trade Deficit) ยังคงเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

.

เมื่อเครื่องมือชิ้นหนึ่งถูกศาลสั่งห้าม ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ก็ยังมีกลไกทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้แทนที่ IEEPA ได้ทันที ได้แก่:

.

• Section 122 (Trade Act of 1974): ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวได้ทันที หากดุลการชำระเงินของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีกรอบระยะเวลาบังคับใช้สูงสุด “150 วัน”

.

• Section 232 (Trade Expansion Act of 1962): การใช้มาตรการภาษีโดยอ้างอิงเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

.

• Section 301 (Trade Act of 1974): การตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่มีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม

.

แต่กฎหมายที่ “พร้อมใช้” ที่สุดในเวลานี้คือ Section 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสั่งจัดเก็บภาษีนำเข้าฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลได้ทันที

.

เงื่อนไขสำคัญคือ กฎหมายนี้มีอายุบังคับใช้สูงสุดเพียง “150 วัน”

.

ตัวเลข 150 วันนี้ จึงไม่ใช่แค่ข้อจำกัดทางกฎหมายของอเมริกา

แต่คือ “หน้าต่างเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Window)

ที่บีบให้ประเทศไทยและคู่ค้าทั่วโลกต้องเร่งเตรียมตัว ก่อนที่มาตรการที่ถาวรและรุนแรงกว่าจะถูกนำมาใช้

.

ในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้ออกแบบข้อเสนอที่ยึดหลักผลประโยชน์ร่วม (Win-Win) ภายใต้กรอบ U.S.–Thailand Strategic Economic Partnership โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ:

.

1.ปรับสมดุลการค้าเชิงกลยุทธ์ 

แนวคิดคือการปรับสมดุลการค้าด้วยการจับคู่

“สิ่งที่สหรัฐฯ อยากขาย” เข้ากับ “สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้อยู่แล้ว”

.

การนำเข้าสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน การบิน สินค้าเกษตร และยุทโธปกรณ์

.

กลยุทธ์นี้จะช่วยลดยอดขาดดุลในสายตาสหรัฐฯ ให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

.

2.การเปิดตลาดแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff Elimination) แนวทางคือการปรับลดภาษีศุลกากรนำเข้าในกลุ่มสินค้าหลักจากสหรัฐฯ

.

ตอกย้ำว่าประเทศไทยพร้อมแข่งขันบนกติกาที่เท่าเทียม ควบคู่กับการกำหนดกรอบระยะเวลาการเปิดตลาดเพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยมีเวลาปรับตัวอย่างเป็นระบบ

.

3.พลิกแรงกดดันเป็นการปฏิรูปโครงสร้างภายใน (Internal Reform)

.

นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุด

.

ใช้เวทีการเจรจาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการ “ยกระดับ” กฎกติกาภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

.

• การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (IPR) ที่เข้มแข็งขึ้น

• การวางนโยบายการค้าดิจิทัล (Digital Trade) ที่ทันสมัย

• การยกระดับความโปร่งใสของระบบศุลกากร

• การสกัดกั้นการสวมสิทธิสินค้า (Anti-circumvention)

.

การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่การยอมทำตามแรงกดดันภายนอกแต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้างให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวและทำให้สินค้า “Made in Thailand” มีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ในเวทีโลก

.

บทสรุป: 150 วัน กับวาระแห่งชาติของรัฐบาลใหม่

.

คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ไม่ใช่ฉากจบ แต่คือการ “ซื้อเวลา” ให้ประเทศคู่ค้าได้ตั้งหลัก

.

นาฬิกา 150 วัน ได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว

.

การเจรจาการค้ายุคใหม่ที่มีมิติภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่สามารถปล่อยให้เป็นภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอีกต่อไป

.

สิ่งที่จำเป็นคือการยกระดับประเด็นนี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ”

.

รัฐบาลใหม่ควรออกแบบโครงสร้างการทำงานแบบบูรณาการ มีศูนย์กลางการตัดสินใจที่ชัดเจน

เชื่อมโยงมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน ดิจิทัล และความมั่นคงเข้าด้วยกัน

.

พร้อมทั้งสร้างกลไกสื่อสารกับภาคเอกชนและภาคการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาภายนอกสอดคล้องกับการปรับตัวภายในประเทศ

.

150 วันนับจากนี้ คือนาฬิกาทรายที่ถูกพลิกกลับ มันไม่ใช่เวลาสำหรับการฉลองชัยชนะ แต่เป็นเวลาสำหรับการกางใบเรือรับลมพายุลูกใหม่

.

ช่วงเวลานี้แหละครับ ที่จะตัดสินว่าประเทศไทยจะยอมเป็นแค่ “ข้อต่อที่รอวันถูกแทนที่” ในยามวิกฤต

หรือจะก้าวขึ้นมาเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และอเมริกาขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก

.

โลกเดินหน้าเร็วกว่าที่เราคิดเสมอครับ”

.

#พรรคเพื่อไทย #ภาษีทรัมป์ 

.

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้