ก้าวข้ามกระแสธารใหม่: การค้าไทย-สหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยเรื่องภาษีศุลกากร โดย ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธาน ผู้แทนการค้าไทย

ในขณะที่ภูมิทัศน์การค้าโลกยังคงเผชิญกับความผันผวนครั้งใหญ่ คำวินิจฉัยล่าสุดของศาลฎีกาสหรัฐฯ เกี่ยวกับขอบเขตอำนาจในการกำหนดภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย การทำความเข้าใจมิติใหม่นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่เป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดในยุคที่การปกป้องทางการค้าถูกนำกลับมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก

.

[บทบัญญัติแห่งอำนาจและการปรับตัว]

.

หัวใจสำคัญของคำวินิจฉัยนี้คือการระบุว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act) ในการประกาศใช้ภาษีศุลกากรแบบวงกว้าง ศาลยืนยันว่าอำนาจสูงสุดในการกำหนดภาษีนั้นเป็นหน้าที่ของสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ความหวังว่ากำแพงภาษีจะทลายลงนั้นอาจยังเร็วเกินไป เนื่องจากฝ่ายบริหารได้หันไปใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อรักษาความเข้มข้นของมาตรการภาษีเอาไว้

.

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคของการบังคับใช้กฎหมายการค้าที่เน้นกฎเกณฑ์แต่มีความแข็งกร้าว (Rules-based but assertive) ซึ่งภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

.

[การวิเคราะห์รายอุตสาหกรรม]

.

ผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภาคส่วน:

.

• อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า: กลุ่มนี้ยังคงเป็นดาวรุ่งที่เติบโตเร็วที่สุด โดยได้รับอานิสงส์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนและความต้องการเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้น

• ยานยนต์และชิ้นส่วน: แม้จะมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่การพึ่งพาข้อยกเว้นภาษีเป็นรายกรณีเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากมาตรการเหล่านี้อาจถูกยกเลิกได้ตามสถานการณ์การเมืองภายในสหรัฐฯ

• เกษตรและอาหาร: สินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานจะเผชิญแรงกดดันด้านราคา แต่สินค้าแปรรูปมูลค่าสูงและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกยังคงมีช่องว่างในการทำกำไร (Premium margins)

• สิ่งทอและอุตสาหกรรมเบา: กำลังเผชิญกับบททดสอบหนักจากอัตรากำไรที่ต่ำลง และข้อกำหนดด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ที่เข้มงวดขึ้นจากฝั่งผู้ซื้อในสหรัฐฯ

.

[5 เส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย]

.

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ภาคธุรกิจและรัฐบาลไทยควรพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้:

.

1. การกระจายตลาด (Market Diversification): แม้สหรัฐฯ จะเป็นตลาดสำคัญ แต่การเร่งขยายความร่วมมือกับอาเซียน, RCEP และตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างอินเดียและตะวันออกกลาง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว

.

2. การขยับห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain Upgrading): เปลี่ยนจุดเน้นจากการผลิตเชิงปริมาณ ไปสู่การลงทุนใน R&D การสร้างแบรนด์ และการออกแบบเชิงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในตลาด

.

3. การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด (Rigorous Compliance): ผู้ส่งออกต้องพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลที่โปร่งใส เพื่อพร้อมรับมือกับการตรวจสอบเรื่องการอุดหนุนหรือการทุ่มตลาดที่อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น

.

4. การขยายความเป็นหุ้นส่วนในสหรัฐฯ (US-based Partnerships): การแสวงหาการร่วมทุนหรือการตั้งฐานการผลิตบางส่วนในสหรัฐฯ จะช่วยเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ส่งออก” เป็น “ผู้เล่นในตลาด” ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางภาษีได้โดยตรง

.

5. การขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Leverage): การใช้ประโยชน์จากบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีทางการเงินจะช่วยสร้างช่องทางการค้าใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดด้านภาษีทางกายภาพเข้าถึงได้ยาก

.

[บทสรุป]

.

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่นโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) กลับมามีบทบาทนำอีกครั้ง การรักษา “ความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์” และการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความผันผวนจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตที่ยั่งยืน

.

#พรรคเพื่อไทย #นลินีทวีสิน     

.

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้