เปิดพิมพ์เขียว “จุลพันธ์” ปฏิรูปกองทุนประกันสังคม เน้นโปร่งใส-เป็นธรรม-มืออาชีพ พร้อมนำร่อง ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’ ปั้นทักษะแรงงานตรงโจทย์ตลาด ลั่นไม่นิ่งเฉยคอร์รัปชัน ย้ำผนึกกำลัง 5 กระทรวงหลัก ขยับไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
10 เม.ย. 2569 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบคำถามระหว่างการอภิปรายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในประเด็นซึ่งมีการอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงาน
จุลพันธ์ ระบุว่า ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องภาคแรงงาน ทั้งที่อยู่ในระบบประกันสังคม 20 กว่าล้านคน และที่เป็นแรงงานแต่ไม่ได้อยู่ในระบบอีกประมาณ 20 ล้านคน
“ผมเองอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากท่านสมาชิกบางท่าน ที่มองถึงเรื่องกระทรวงเกรด A B C แต่ผมมองว่าทุกกระทรวงมีภาระหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ได้แตกต่างกัน ฉะนั้นสำหรับนักการเมืองอย่างพวกเรา ไม่ควรมีการแบ่งเกรด และที่สำคัญสำหรับผมหากจะให้แบ่งเกรดขึ้นมา กระทรวงแรงงาน ผมถือเป็น เกรด A + เพราะดูแลคนไทยกว่า 45 ล้าน“
จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ได้มีการประชุมพูดคุยกับหัวหน้าหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจ โดยสิ่งแรกที่ได้ตั้งใจทำ คือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง การที่เราจะดึงราคาพลังงานให้กลับมาอยู่ที่เก่า ในระยะเวลาอันสั้นอาจจะยังเป็นไปได้ยาก
ฉะนั้นกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ภารกิจต่างๆที่ถือเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องแรงงาน จึงเป็นสิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการ โดยภารกิจแรกที่ได้มอบให้กับหน่วยงานภายในกำกับ คือการศึกษาและหาแนวทางในการลดการจ่ายสมทบ เงินประกันสังคมในส่วนของแรงงาน โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาไม่นาน เนื่องจากกองทุนประกันสังคมจะต้องอยู่ในสถานะที่มีเสถียรภาพ โดยในระยะเวลาไม่นานนี้คาดว่าจะได้นำเรื่องเข้ามาถกกันในสภาอีกครั้ง ว่าการลดการจ่ายสมทบในส่วนของแรงงานจะดำเนินการได้ในกรอบระยะเวลาเท่าใด และกรอบในด้านของการลดการสมทบจะสามารถลดได้เท่าใด
“แต่ทุกบาททุกสตางค์ที่ลดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงานที่จะมีกำลังในการซื้อเพิ่มมากขึ้น ทำให้ช่วยต่ออายุการเดินหน้าชีวิต ครอบครัวต่อไปได้ สำหรับพี่น้องแรงงานแล้วเงินไม่กี่ 100 บาทต่อเดือน ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตพวกเขามหาศาล”
จุลพันธ์ กล่าวต่อถึง การถามถึงนโยบายต่างๆ ของพรรคการเมือง ที่มีการนำเสนอในช่วงการหาเสียง โดยระบุว่า เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาโดยมีพรรคร่วมรัฐบาล ก็จำเป็นที่จะต้องมีการหารือกัน ว่านโยบายใดเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล
ทางพรรคเพื่อไทยเองในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งได้มีการพูดคุยกันเรื่องการดำเนินนโยบายมาพอสมควร สิ่งหนึ่งที่เราจะสามารถผลักดันได้ต่อ คือการทำเรื่อง Up-skill / Re-skill ให้กับแรงงาน ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยในเรื่องนโยบายเรียนได้งบจบได้งาน จะมีการนำร่อง และเดินหน้าต่อเพื่อให้พี่น้องแรงงานสามารถพัฒนาฝีมือแรงงานได้
โดยต้องยอมรับความจริงการที่จะทำให้พี่น้องแรงงานหยุดงานมาเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานนั้น จะทำให้พวกเขาเสียโอกาสทางรายได้ ฉะนั้นการทำโครงการ เช่น เรียนได้งบจบได้งาน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีเม็ดเงินเข้าไปหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขาในช่วงที่มาพัฒนาทักษะ
จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า จากสิ่งที่ ศ.ดร.ยศนันท์ วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ตอบคำถามก่อนหน้านี้ ก็จะทราบดีว่า สิ่งที่เราเน้นย้ำคือ synergistic governance คือ รัฐที่มีการร่วมมือกันระหว่างกระทรวง เพราะวันนี้ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่สามารถเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแค่เพียงลำพัง
สิ่งสำคัญคือ การร่วมมือกันระหว่างกระทรวง โดยกระทรวงแรงงานเองได้เดินหน้า ทำการพูดคุย ทำความเข้าใจ กับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เช่นได้มีการพูดคุยกับกระทรวง อว. ในเรื่องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน โดยจะมีการนำองค์ความรู้เข้ามาเสริมในการพัฒนาทักษะ ให้คนไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองต่อตลาดใหม่ๆ เช่น AI , Robotics
นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำกลุ่มอาชีวศึกษาเข้ามาพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งการพัฒนาในด้านการฝึกฝีมือช่าง และเทคโนโลยี
ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพูดคุยกันเพื่อที่จะพัฒนาเกษตรกรไทยไปสู่สิ่งที่คาดฝัน ว่าในวันนึงเกษตรกรไทยจะต้องเป็น smart farmer โดยจะต้องสร้างกลไกในการพัฒนาให้เกษตรกรมีความเข้าใจองค์ความรู้ของการผลิตในรูปแบบใหม่ ทั้งการลดการใช้ปุ๋ย ยา สารเคมี รวมทั้งการเพิ่มผลผลิต
ส่วนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีการพูดคุยกันเพื่อที่จะพัฒนา สร้างโอกาส ให้กับพี่น้องกลุ่มเปราะบางต่างๆ
“สิ่งต่างๆ เหล่านี้เรามีความพร้อม และได้มีการพูดคุยกันในเบื้องต้น โดยมีเป้าหมายสำคัญจากนี้ไป คือ การฝึกฝีมือแรงงาน จะไม่ใช่การฝึกไร้เป้าหมาย โดยเราจะต้องเอาความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง เพื่อที่จะทำให้ทักษะของคนตรงกับความต้องการของงาน และทำให้คนที่เข้ารับการฝึกทักษะฝีมือแรงงานนั้นสามารถสร้างมูลค่าให้กับตนเองได้มากขึ้น มีรายได้มากขึ้น และมีงานรองรับ สามารถเดินหน้าอาชีพต่อไปได้อย่างแข็งแรง”
จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานเดินหน้าภารกิจงานในเชิงรุก โดยจะมีทีมเฉพาะกิจในการเข้าไปตรวจเรื่องสวัสดิการของแรงงานให้มากขึ้น และรวดเร็ว
โดยล่าสุด เมื่อกระทรวงแรงงานได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศ กรณี 3 ลูกเรือมยุรีนารีเสียชีวิต วันนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้เดินหน้าพูดคุยกับบริษัทต้นสังกัด ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี โดยจะมีการจ่ายชดเชยตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล 2558 โดยเร็ว
ในส่วนของกรมจัดหางานฯ วันนี้เราต้องยอมรับว่าแรงงานต่างประเทศที่อยู่ในไทย และแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เป็นกลุ่มคนที่เป็นแรงงานซึ่งอยู่นอกระบบจำนวนมาก โดยเรามีเป้าหมายในการดึงกลุ่มคนเหล่านี้กลับเข้ามาอยู่ในระบบ จะต้องมีคนไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศแล้วถูกเรียกว่า ‘ผีน้อย’
ขณะที่แรงงานต่างประเทศที่อยู่ในไทย หากไม่มีการต่อทะเบียนแรงงานในประเทศประเทศไทย ก็มีความจำเป็นต้องมีกลไกในการส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันออกไป หากมีการต่อทะเบียนต่อก็จะต้องเป็นบุคคลที่เรามองเห็นได้ และอยู่ภายใต้กำกับควบคุมของรัฐ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมั่นคง และได้รับสวัสดิการ อย่างเหมาะสม ทั้งแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไทย และแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ
จุลพันธ์ กล่าวต่อถึง กระบวนการในการพูดคุยกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะมีการเดินหน้า รวมทั้งการที่ประเทศไทยได้มีการเจรจา เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีข้อเรียกร้อง ที่ไทยจะต้องพัฒนาทั้งเรื่องโครงสร้าง และกลไกในการดูแลพี่น้องแรงงานไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด โดยจะต้องมีการปรับกลไกและกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะเดินหน้าเพื่อสร้างความโปร่งใสกรณีแรงงานที่ไปทำงานในต่างประเทศ โดยลดค่าใช้จ่ายแฝง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค ต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และทำงานพี่น้องแรงงานเหล่านี้เกิดภาระที่เกินขอบเขตความจำเป็น เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ฉะนั้นจำเป็นต้องสะสางปัญหาเหล่านี้ให้ดีขึ้น
ในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำ จุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แทบจะไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องค่าแรง เพราะทุกพรรคการเมืองได้มองเห็นถึงสถานการณ์ความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ละเลยเรื่องนี้ โดยกระทรวงแรงงานมีเป้าหมายในการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยจะมีการพัฒนาระบบในการคิดคำนวนเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ โดยให้มีการคำนวณรวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งผลิตภาพของแรงงาน โดยทั้งหมดนี้จะต้องเป็นปัจจัยในการนำมาคิดคำนวณรวมกันเพื่อที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำอย่างเป็นธรรม
สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประกันสังคม จุลพันธ์ ย้ำว่า จะต้องมีการดำเนินการที่โปร่งใส เป็นธรรม เปิดเผย โดยการติดตามเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม จะมีการติดตามอย่างเข้มงวด
“มีการถามถึงกรณีตึก SKYY 9 Center ก่อนหน้าที่ผมจะเข้ามา ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเข้ามานั่งเป็นประธาน โดยผมเองจะเข้าไปติดตามกระบวนการแต่จะไม่แทรกแซง โดยเรื่องนี้จะต้องเป็นไปตามกระบวนการในการตรวจสอบ และเมื่อมีผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์จะต้องมีการเปิดเผยต่อสังคมอย่างชัดเจน”
ส่วนกลไกการจ่ายเงินบำนาญประกันสังคมโดยใช้สูตร CARE จุลพันธ์ ยืนยันว่า ไม่มีประเด็นติดขัดใดๆ เมื่อได้เข้าไปศึกษาดูแล้ว พบว่าเป็นสูตรที่เป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ก็ย่อมมีผู้เสียประโยชน์ สำหรับกลุ่มคนใดก็ตามที่เสียประโยชน์ก็จะมีการสร้างกลไกที่จะเยียวยาชดเชย เพื่อให้ทุกคนมีความสบายใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
กรณีบอร์ดประกันสังคม จะต้องมีการเลือกตั้งโดยใช้กลไกเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ และกลไกในการเลือกตั้งจะเดินไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่อย่างครบถ้วน
สุดท้าย คือ การพิจารณาว่า สำนักงานประกันสังคมควรจะอยู่ภายใต้ระบบราชการหรือไม่ จุลพันธ์ ย้ำว่า เรื่องนี่ก็ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นนี้มายาวนาน และมีการศึกษามาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นการศึกษาภายใน เฉพาะของสำนักงานประกันสังคม โดยผลสรุปนั้น มีการเสนอให้เอาออกจากระบบราชการเฉพาะเรื่องการลงทุน
“หากจะให้เอาผลการศึกษาเมื่อปี 2549 ในการตัดสินใจ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบประกันสังคม เราคงไม่กล้าตัดสินใจ เพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องศึกษาเลย ผมเรียนว่า เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจะต้องศึกษาใหม่ แต่ถ้าต้องศึกษาและใช้ระยะเวลามากถึงหนึ่งปีผมเองก็รับไม่ได้เหมือนกัน ฉะนั้นวันนี้เราจะต้องมาคุยกัน ว่าสามารถใช้การศึกษาโดยสถาบันการศึกษา และกำหนดกรอบระยะเวลาให้สั้นลง เหลือเพียงสามเดือนได้หรือไม่
หากระยะเวลาสั้นลง เป็นเรื่องที่ผมรับ แต่ไม่แน่ใจว่าท่านสมาชิกจะพึงพอใจหรือไม่ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับความจริงครับว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบ และจะต้องเดินหน้า หากเราไม่มีหลังพิงก็ถือเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากพอสมควร สำหรับเรื่องใหญ่ขนาดนี้
ฉะนั้นการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลาง และเป็นหน่วยงานที่ยอมรับได้ของสังคม ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ”
#พรรคเพื่อไทย #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #ประชุมสภา #Upskill #Reskill #แรงงาน #ประกันสังคม
บทความที่เกี่ยวข้อง