เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมาย และการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า กฎหมายในประเทศไทยจำนวนมากไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การประกอบธุรกิจมีต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น สร้างความไม่แน่นอนกับผู้ลงทุน และกระทบต่อผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องปรับตัว ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยในสภาชุดที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไข พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ เพื่อปรับปรุงขั้นตอนพิจารณาอนุญาต ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ไม่ซับซ้อน และเอื้อกับประชาชน ผู้ประกอบการ ให้มีความสะดวกมากขึ้น ตามวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลี่ยน รัฐอุปสรรค ให้เป็นรัฐแห่งบริการและสนับสนุน

ประเทศไทยยังมีกฎหมาย กฎ ระเบียบ อีกจำนวนมากที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ยกตัวอย่าง ชุดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ และการอนุญาต ที่ยังติดกับดักกับคำนิยามที่โบราณ ตายตัว ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เช่น  พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 เปิดช่องให้มีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่หาผลประโยชน์โดยมิชอบ

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ขณะนี้อันดับความสามารถการแข่งขันของไทยอยู่อันดับที่ 30 ของโลก จาก 69 ประเทศ มีการประเมินว่าหากไทยยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัยได้ 1,000 ฉบับ จะทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท ในขณะที่ระบบราชการยังต้องพึ่งดุลยพินิจที่คลุมเครือของเจ้าหน้าที่ ไม่เป็นเพียงเพิ่มต้นทุนแฝงให้ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการเปิดช่องการทุจริต และจำกัดโอกาสของประชาชน และ SMEs อีกด้วย

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือการปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ หากการปฏิรูปกฎหมายยังไม่เกิดขึ้น หรือล่าช้า สิ่งที่ไทยต้องเผชิญคือการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจแทบทุกด้าน เพราะเราจะเห็นเงินลงทุนไหลไปประเทศที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน และเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจกว่า เราจะเห็นผู้ประกอบการรายใหม่ไปเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ที่ต่างประเทศ และเราจะเห็นแรงงานทักษะสูงย้ายออกไปทำงานที่อื่น เพราะระบบภายในประเทศไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ในหลายประเทศพิสูจน์แล้วว่าการปฏิรูปกฎหมายสามารถเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศอย่างแท้จริง

โดยยกตัวอย่างความสำเร็จในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มีการปรับปรุงขั้นตอนการอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส และใช้ระบบดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จ ต่อมาที่ เกาหลีใต้ มีการตั้งกลไก Regulatory Reform Committee เพื่อตรวจสอบและยกเลิกกฎที่ไม่จำเป็น ในระยะเวลา 11 เดือน มีการยกเลิกกฎ ระเบียบที่ล่าสมัยได้ครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 1 ล้านตำแหน่ง ลดต้นทุนทางธุรกิจได้มหาศาล ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพิ่มขึ้น 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใน 5 ปี ทำให้เกาหลีใต้ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษบกิจได้อย่างรวดเร็ว

“ในสถานการณ์ที่โลกเผชิญความตึงเครียด ไม่ว่าจากสงคราม วิกฤตพลังงาน หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศก็ชะลอตัว ค่าครองชีพก็สูงขึ้น เราจึงไม่ควรปล่อยให้กฎหมาย และกลไกของรัฐ กลายเป็นภาระที่ซ้ำเติมประชาชน รวมถึงฉุดรั้งทางเศรษฐกิจ ต้องเปลี่ยนให้รัฐเป็นพลัง และเป็นความหวัง ให้ประชาชนนั้นสามารถทำมาหากินได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้สะดวกขึ้น ให้ประเทศชาติเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้” น.ส.ขัตติยากล่าว 

#เพื่อไทย #ขัตติยาสวัสดิผล #ปฏิรูปกฎหมาย