ศธ. จับมือ วธ. ร่วมมือดัน ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ ย้ำ ‘วิชาประวัติศาสตร์’ คงอยู่ในหลักสูตร ชงนักเรียนเข้าพิพิธภัณฑ์-โบราณสถานฟรี

5 พฤศจิกายน 2569 กระทรวงศึกษาธิการ นำโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม นำโดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมประชุมหารือความร่วมมือดันทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ผ้าไทย และศิลปหัตถกรรมไทย เข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อต่อยอดสู่ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ (Creative Economy) เพิ่มทักษะอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยเน้นย้ำต้องไม่เพิ่มภาระให้ครูและนักเรียน พร้อมยืนยันวิชาประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ในหลักสูตร เสนอให้นักเรียนเข้าพิพิธภัณฑ์ฟรี และเผยข่าวดีว่า ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ใกล้ได้รับการขึ้นทะเบียน UNESCO ICH ในเดือน ธ.ค. นี้

.

นายประเสริฐ กล่าวว่า การศึกษาประวัติศาสตร์มีความสำคัญ และวิชาประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ในหลักสูตรการศึกษาไทย การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจรากเหง้าและนำบทเรียนไปต่อยอดในชีวิตได้ จึงมุ่งให้หน่วยงานส่วนกลางร่วมกันพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้หลากหลาย ใช้แหล่งเรียนรู้และเครื่องมือที่ทันสมัย โดยคำนึงถึงการไม่เพิ่มภาระให้ครูและนักเรียน

.

โดยมีสรุปแนวทางความร่วมมือ 5 ด้านหลัก ได้แก่ 

1. ผ้าไทยและชุดไทยสู่การเรียนรู้และการออกแบบร่วมสมัย

พัฒนาชุดองค์ความรู้กลางที่ถูกต้องและมีแหล่งอ้างอิง โดย วธ. ประสานผู้เชี่ยวชาญและชุมชน และ ศธ. นำไปพัฒนาสื่อและหนังสืออ่านเพิ่มเติมให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย รวมถึงบูรณาการในหลักสูตรเดิม สาระท้องถิ่น และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยไม่เพิ่มเวลาเรียน พร้อมร่วมตรวจทานความถูกต้องของสื่อและหนังสือเรียน ตลอดจนประยุกต์ใช้หนังสือ ‘Thai Textiles Trend Book’ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นบรรณาธิการ ให้ผู้เรียนศึกษาเรื่องสี วัสดุ ลวดลาย และการออกแบบ แล้วพัฒนาผลงานที่รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นและตอบโจทย์การใช้งานจริง

2. ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมไทย และความเป็นพลเมือง

ส่งเสริมแนวคิด ‘พิพิธภัณฑ์คือห้องเรียน’ โดยใช้พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน และชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้จากหลักฐานจริง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจรากเหง้า พัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ และเคารพความหลากหลาย พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งเรียนรู้ พัฒนาครูและสื่อร่วมกัน รวมถึงพิจารณาแนวทางลดข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ โดยมีข้อเสนอให้นักเรียนเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

3. ช่างฝีมือไทย ชุดไทย และชุดประจำชาติ

ต่อยอดสถานศึกษาอาชีวศึกษาและเครือข่ายฝึกอาชีพที่มีอยู่ เพื่อพิจารณาพัฒนาเป็นศูนย์หรือเครือข่ายฝึกทักษะผ้าไทยและศิลปหัตถกรรม โดยให้ความสำคัญกับการผลิตกำลังคนด้านช่างตัดเย็บซึ่งยังขาดแคลน เชื่อมโยงครูช่าง นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกออกแบบ ผลิต ควบคุมคุณภาพ คำนวณต้นทุน และทดลองตลาด พร้อมพัฒนาทักษะภาษาและการตลาดดิจิทัล เพื่อยกระดับฝีมือและคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดสากล ต่อยอดสู่โอกาสมีงานทำและสร้างรายได้ โดยให้เครดิตและแบ่งปันประโยชน์แก่เจ้าของภูมิปัญญาอย่างเหมาะสม

4. ภาษาและวัฒนธรรมชาติพันธุ์

ต่อยอดการจัดการเรียนรู้แบบทวิหรือพหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน (MTB-MLE) พัฒนาสื่อและวิธีสอนร่วมกับเจ้าของภาษาและผู้รู้ในชุมชน เพื่อให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาภาษาไทยได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการรักษาภาษาแม่และอัตลักษณ์ของชุมชน รวมถึงบันทึกเรื่องเล่า คำศัพท์ และภูมิปัญญาด้านงานหัตถกรรมเพื่อส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาการเผยแพร่และนำข้อมูลไปใช้

5. การซ่อมแซมเครื่องดนตรีไทย

จากการส่งเสริมให้เยาวชน นักเรียน และนักศึกษาเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรีไทยมากขึ้น แต่ยังขาดแคลนช่างฝีมือที่มีองค์ความรู้ถูกต้องในการซ่อมแซมเครื่องดนตรีไทย จึงเสนอให้ สพฐ. สกร. และหน่วยงานด้านอาชีวศึกษา ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพิ่มหลักสูตรการซ่อมเครื่องดนตรีและเร่งผลิตกำลังคนด้านนี้ เพื่อรองรับการพัฒนาในทุกช่วงวัย

.

“เราตั้งใจจะขับเคลื่อนผ่านหลักสูตร สถานศึกษา และเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว โดยไม่เพิ่มภาระแก่ครูผู้สอนและนักเรียน พร้อมกำหนดพื้นที่นำร่อง กรอบเวลา และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยวัดผลจากทักษะผู้เรียน โอกาสการมีงานทำ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และรายได้สุทธิของชุมชน เพื่อยกระดับพลเมืองไทยสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ได้เห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ศธ. และ วธ. เพื่อขับเคลื่อนงานทันที” นายประเสริฐ กล่าว

.

นางสาวซาบีดา กล่าวด้วยว่า จากการติดตามการเสนอขึ้นทะเบียน ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage) ขององค์การยูเนสโกนั้น ล่าสุด คณะกรรมการผู้ประเมินอิสระ ได้จัดทำร่างมติเสนอให้ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว โดยผลดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ก่อนมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 1-3 ธ.ค. นี้ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นข่าวดีและเป็นก้าวที่สำคัญ ในการผลักดันอัตลักษณ์การแต่งกายไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นโอกาสในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปะการแต่งกายของไทยอย่างภาคภูมิใจ

#พรรคเพื่อไทย #ประเสริฐจันทรรวงทอง #วิชาประวัติศาสตร์ #ผ้าไทย #CreativeEconomy #ชุดไทยพระราชนิยม #UNESCO