“หมอเลี้ยบ” ชูธง “30 บาท AI” พลิกโฉมสาธารณสุขสู่ Value-Based Care ปลดล็อกข้อมูล-แก้ปม รพ.ขาดทุน ด้วย “ฐานข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์” แก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ด้วย “การปฏิรูปโครงสร้างสู่การบริหารจัดการตนเองและการกระจายอำนาจบริหาร”

ที่รัฐสภา (16 มกราคม 2569) เวทีเสวนา “Health Check-up: ตรวจอาการ ปฏิรูปใหญ่ ระบบสุขภาพไทย” ณ ห้องริมน้ำ อาคารรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) โดย The Active ThaiPBS และ Health Focus จัดเวทีระดมสมองที่รวมพลผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน ทั้งฝั่งผู้กำหนดนโยบายจากพรรคการเมือง อาทิ พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์ และตัวแทนจากฝ่ายวุฒิสภา และนักวิชาการจาก TDRI ไปจนถึงผู้ปฏิบัติ อาทิ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไป และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน เพื่อหาทางออกจากวิกฤตและทางออกของระบบสุขภาพไทย

ช่วงหนึ่ง ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย คือนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ร่วมวางรากฐานนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การผ่าตัดโครงสร้างสาธารณสุขครั้งใหม่ โดยเริ่มต้นจากการกระตุก Mindset ของสังคมและภาครัฐ โดยชี้ว่าต้องเลิกมองงบประมาณด้านสุขภาพและการศึกษาว่าเป็น “ภาระ” ที่ต้องคอยจำกัดจำเขี่ย แต่ต้องมองเป็น “การลงทุน” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นรากฐานของประเทศ พร้อมทั้งระบุว่ากระแสความตื่นตัวเรื่องปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนหรือวิกฤตสาธารณสุขในขณะนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีมากกว่าผลเสีย “วันนี้ดีที่บอกว่ามันมีวิกฤต การที่เราบอกว่ามันมีวิกฤต มันทำให้เห็นโอกาสในการที่จะปรับปรุงกันอย่างจริงจัง” นพ.สุรพงษ์ กล่าวเน้นย้ำถึงโอกาสในการสังคายนาปัญหาที่สะสมมานาน

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาขยายความคือ ความจำเป็นต้องก้าวข้ามระบบราชการแบบเดิมที่ต่างคนต่างทำ แยกส่วนเป็น “ไซโล” (Silo) โดยเฉพาะการทำงานระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ที่ต้องหันมาบูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความยืดหยุ่น โดย “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญที่สุดคือการปฏิวัติการจัดการ “ข้อมูล” รัฐบาลต้องกล้าแยกงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลออกจากงบรักษาพยาบาล และต้องทลายกำแพงวัฒนธรรมการหวงข้อมูลของหน่วยงานรัฐ

นพ.สุรพงษ์ ย้ำชัดเจนในประเด็นนี้ว่า “ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า ข้อมูลเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูล และทำอย่างไรให้ข้อมูลนี้สามารถนำไปสู่การวิเคราะห์วิจัยได้” ซึ่งหากรัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูล (Data Linkage) และนำ AI มาวิเคราะห์ Big Data ได้สำเร็จ จะช่วยให้การพยากรณ์โรค โดยเฉพาะ NCDs มีความแม่นยำ แก้ปัญหาคลาสสิกของสำนักงบประมาณที่มักจัดสรรเงินบนฐานงานวิจัยเก่าที่ไม่ทันโลก

สำหรับทิศทางในอนาคต หากพรรคเพื่อไทยได้ขับเคลื่อนนโยบาย นพ.สุรพงษ์ ประกาศพร้อมผลักดันโมเดล “30 บาท AI” ทันที เพื่อใช้เทคโนโลยีที่ปัจจุบันมีราคาถูกลงแต่ประสิทธิภาพสูง เข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั้งระบบให้ทะลุปรุโปร่ง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบการจ่ายเงินจากแบบเหมาจ่ายรายหัวหรือจ่ายตามรายการ (Fee-for-service) ไปสู่เป้าหมายปลายทางคือ “Value-Based Care” หรือการจ่ายค่ารักษาตามคุณค่าและผลลัพธ์ของการรักษา ซึ่งจะช่วยคุมงบประมาณและเพิ่มคุณภาพบริการไปพร้อมกัน โดยวางแผนเริ่มทดสอบในรูปแบบ Sandbox ในพื้นที่นำร่องเมื่อโครงสร้างข้อมูลพร้อม คล้ายกับโมเดลที่สิงคโปร์กำลังดำเนินการ

ในช่วงท้ายของการเสวนา นพ.สุรพงษ์ ได้กล่าวถึงประเด็นร้อนเรื่อง “งบประมาณ” และ “โรงพยาบาลขาดทุน” โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ทางตัน ในระยะสั้นรัฐสามารถใช้ “งบกลาง” แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อให้สำนักงบประมาณอนุมัติงบได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ที่ “ฐานข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์”

นพ.สุรพงษ์ ชี้ว่าทางออกที่ยั่งยืนคือการบูรณาการข้อมูล (Data Integration) ที่ต้องครอบคลุมทั้งข้อมูลการรักษาและ “ข้อมูลการใช้งบประมาณ” เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับสู่การเป็น Digital Hospital ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการมุ่งสู่ Digital Government หากทำสำเร็จ ผู้บริหารจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบ Real-time เห็นทั้งสถานการณ์ผู้ป่วยและสถานะการเงินที่แท้จริง รวมถึง “เงินบำรุงคงเหลือ” ของแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีอยู่แล้วในระบบราชการ เพียงแต่ขาดการนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ

ท้ายที่สุด ประเด็นการแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เราจำเป็นต้องมีจินตนาการ ที่กว้างไกลไปกว่าเพียงแค่การแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจาก ก.พ. หรือการมี พ.ร.บ. ควบคุมชั่วโมงการทำงานของบุคลากรเท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงรูปแบบการบริหารจัดการในลักษณะ “องค์การมหาชน” ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 25 ปี อย่างโมเดลของ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว

นพ.สุรพงษ์ ย้ำว่าต้อง “คิดใหญ่” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เหมือนกับการปฏิรูประบบงบประมาณเมื่อ 24 ปีก่อนที่นำไปสู่การเกิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีข้อเสนอแนะหลักดังนี้   

การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ – ควรส่งเสริมให้โรงพยาบาลหรือเครือข่ายบริการสุขภาพมีการบริหารจัดการตนเองอย่างแท้จริง โดยทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ปรับบทบาทกระทรวงสาธารณสุข – กระทรวงฯ ควรทำหน้าที่เป็น “ผู้กำหนดนโยบาย” (Policy Maker) เท่านั้น ไม่ควรควบตำแหน่ง “ผู้ให้บริการ” (Provider) ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของประเทศที่มีระบบบริการสาธารณสุขก้าวหน้า

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง – การทำให้โรงพยาบาลมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องบุคลากรและระบบนิเวศของสาธารณสุขไทยได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละจุด

ดังนั้น การจะแก้ปัญหาเรื่องบุคลากรได้จริง จึงไม่ใช่แค่เรื่องการสังกัดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่และการทำงานที่คล่องตัว

#พรรคเพื่อไทย #เพื่อไทยเบอร์9 #เพื่อไทยทำได้ #คนไทยไร้จน 

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้