“ยศชนัน” ชี้วิกฤตช้างป่าไม่ใช่แค่สัตว์ป่า แต่คือคุณภาพชีวิตคน-ระบบนิเวศ เสนอแก้ครบวงจรทั้งต้นเหตุ-ปลายเหตุ สู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล สส.นครราชสีมา, นายพชร จันทรรวงทอง สส.นครราชสีมา และ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย ร่วมอภิปรายญัตติเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดย ศ.ดร.ยศชนัน อภิปรายว่าปัญหาช้างป่าในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงเรื่องสัตว์ป่า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน สัตว์ป่า และระบบนิเวศโดยรวม ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

.

สาเหตุจากการขยายตัวของชุมชน เศรษฐกิจ และพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าลดลงและเกิดความไม่สมดุลของจำนวนสัตว์กับพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ที่ทำให้ผืนป่าถูกแบ่งแยก

.

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของช้าง ที่ลงมากินพืชผลทางการเกษตร ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กระทบรายได้ และบางพื้นที่ถึงขั้นต้องย้ายถิ่นฐาน

.

ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะระบบการชดเชยเยียวยาที่ยังไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

.

ทั้งนี้ เสนอให้การแก้ไขปัญหาดำเนินควบคู่กันใน 2 ระดับ คือ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและต้นเหตุ โดยในระยะเร่งด่วนต้องเร่งดำเนินมาตรการป้องกัน เช่น การสร้างแนวกั้นช้าง การใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยของคนไทยเพื่อลดต้นทุน รวมถึงการพัฒนาระบบเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ

.

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นต้องมุ่งที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะการบริหารจัดการประชากรช้างอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการประเมินความสมดุลของพื้นที่ป่าและจำนวนสัตว์ป่า

.

ศ.ดร.ยศชนัน ยังเสนอให้มีการปฏิรูปการใช้ที่ดิน โดยกำหนด “พื้นที่กันชน” ระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน พร้อมยกระดับระบบชดเชยให้รวดเร็วและเป็นธรรม ด้วยการนำเทคโนโลยี เช่น ภาพถ่ายและระบบข้อมูล มาใช้ตรวจสอบความเสียหาย นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับช้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงที

.

พร้อมกันนี้ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการออกแบบมาตรการชดเชยและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน และต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของประชาชน

.

“หากเราสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศป่าให้สมบูรณ์ได้ ช้างก็จะไม่จำเป็นต้องออกนอกพื้นที่ และจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างได้อย่างสมดุลและยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

.

ด้านนายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล กล่าวตั้งข้อสังเกตว่าจริงๆแล้ว พื้นที่ประเทศไทยในขณะนี้มีความสามารถในการดูแลช้างป่าได้จริงๆ กี่ตัว เพราะช้างในป่าขยายตัวเพิ่มขึ้นทวีคูณอยู่ทุกวัน และหากสมุติว่าเรามีช้างป่าสัก 6 พันตัวขึ้นมา เราจะรับมืออย่างไรไม่ให้รบกวนพื้นที่ประชาชน 

.

ปัญหาช้างป่า มีแนวทางในการทำรั้วกั้นช้าง ซึ่งตนอาจจะไม่เห็นด้วยเสียทีเดียวเพราะเหมือนกับเป็นการผลักภาระไปอีกด้านหนึ่ง หรือหากเรามีงบเพียงพอสร้างกำแพงปิดป่าไว้ ด้านหนึ่งอาจป้องกันช้างไม่ให้ออกมาได้ แต่ปัญหาที่จะตามมาก็อาจทำให้เกิดการลดจำนวนและลดปริมาณช้าง ซึ่งก็เหมือนกับการทรมานช้าง  อีกแนวทางหนึ่งก็มีการเสนอวัคซีนคุมกำเนิด ซึ่งช้างเป็นสัตว์สงวนแต่อีกด้านเรากลับคุมกำเนิดเพื่อจำกัดจำนวนช้างใหม่ที่จะเกิด ก็ดูขัดแย้งกัน

.

จึงเสนอให้สร้างสมดุลให้เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะช้างต้องการน้ำ อาหาร เราควรทำให้ช้างกินอิ่มนอนหลับและมีที่อยู่ จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องสร้างแหล่งอาหาร แหล่งน้ำให้เพียงพอให้ช้างได้อาศัยได้อยู่ในป่า

.

นายพชร จันทรรวงทอง กล่าวว่าแต่เดิมผู้นำชุมชนในพื้นที่ได้จัดทีมไล่ช้างเพื่อคอยระวังดูแลไล่ช้างให้กลับเข้าไปในป่าในทุกคน ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีความจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและเงินทุนซึ่งก็ดูไม่เป็นธรรมสำหรับผู้นำชุมชนหรือชาวบ้าน จึงมีข้อเสนอ 2 ข้อ ข้อแรกคือเสนอให้ปลดล็อกข้อจำกัด ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือ มีค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยง อุปกรณ์จำเป็นเช่นวิทยุสื่อสาร ให้อาสาสมัครที่ดูแล พร้อมมีประกันภัยดูแลความปลอดภัย รวมถึงจัดกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลสถานการณ์ได้ และข้อสอง คือการออกแบบระบบนิเวศให้ช้างสามารถอยู่กับคนได้คือ  รัฐต้องลงทุนงบเพื่อปรับปรุงแหล่งหญ้า อาหารสัตว์ แหล่งน้ำ ในป่าลึกเพื่อดึงดูดช้าง และสัตว์อื่นเข้าไปอยู่ในป่าอย่างถาวร 

.

ด้านนายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่เพื่อสมาชิกได้อภิปรายในวันนี้ นอกจากจะส่งให้ ครม.พิจารณารับทราบแล้ว ก็ต้องส่งให้ห้อง กมธ.สามัญที่จะตั้งขึ้น  เพื่อตั้งอนุกรรมาธิการฯ  ซึ่งตนเสนอว่าเราเคยมีคณะอนุกรรมาธิการฯ ตั้งแต่สมัยปี 2562 และปี 2566  ทำรายงานเรื่องช้างป่านี้มาแล้ว เราจึงควรนำรายงานดังกล่าว มารวมกันกับความเห็นในวันนี้ เพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการสามัญได้เลย เพื่อจะได้ไม่ต้องตั้งอนุกรรมาธิการฯ จะได้ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน และเร่งเดินหน้าแก้ช้างป่าต่อไปได้เลย 

.

#พรรคเพื่อไทย