‘แรงกระแทกด้านพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ กับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของไทย’ โดย ดร. นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย
เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนระลอกใหม่ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางได้ก่อให้เกิดภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงาน ซึ่งองค์การพลังงานระหว่างประเทศระบุว่าเป็นความปั่นป่วนด้านพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
.
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จับต้องได้ และมีลักษณะเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง
.
นี่ไม่ใช่เพียงวัฏจักรราคาน้ำมันตามปกติ แต่เป็นแรงกระแทกเชิงระบบที่กำลังทดสอบความสามารถในการรับมือของประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชีย การปิดกั้นและหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกประมาณ 20% ได้เปลี่ยนเงื่อนไขของอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ
.
แรงส่งผ่านจากตลาดพลังงานโลกสู่เศรษฐกิจไทยได้เริ่มขึ้นแล้ว ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง โดยยังคงมีความผันผวนสูงจากทั้งภาวะขาดแคลนจริงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
.
ในประเทศไทย ผลกระทบเห็นได้ชัดเจน ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 50.54 บาทต่อลิตร หลังจากมีการปรับราคาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์
.
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขหัวข่าว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเศรษฐกิจ
.
ต้นทุนพลังงานส่งผ่านโดยตรงไปยังภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และการผลิต ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ข้อมูลระดับโลกยืนยันแนวโน้มนี้ โดยราคาสินค้าอาหารปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนมีนาคม จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 15–20% ในช่วงครึ่งแรกของปี หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ
.
สำหรับครัวเรือนไทย หมายถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งอาหาร ค่าสาธารณูปโภค และสินค้าจำเป็น ส่วนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรและความเสี่ยงในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
.
ความเปราะบางของไทยต่อวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจ
.
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูง ซึ่งส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดหรือเส้นทางผ่านจากตะวันออกกลาง ทำให้ความปั่นป่วนในระดับโลกส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจภายในประเทศอย่างรวดเร็วและรุนแรง
.
ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวและการค้า ซึ่งทั้งสองภาคส่วนมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน
.
ภาคการท่องเที่ยวเริ่มปรับลดความคาดหวังลงแล้ว โดยมีการปรับลดเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะท้อนถึงค่าโดยสารเครื่องบินที่สูงขึ้นและอุปสงค์โลกที่อ่อนตัว
.
แรงกดดันด้านค่าเงินเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง นักลงทุนมีความระมัดระวังต่อสกุลเงินในเอเชียมากขึ้น รวมถึงเงินบาท เนื่องจากความเสี่ยงดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม แรงกระแทกครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเท่ากันในทุกภาคส่วน
.
[ขนส่งเผชิญแรงกดดันหนัก]
.
ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบทันที เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก สายการบินได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ จากราคาน้ำมันเครื่องบินที่ผันผวนและภาวะตึงตัวของอุปทาน
.
ภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่อุปสงค์จากต่างประเทศมีแนวโน้มอ่อนตัวตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
.
อย่างไรก็ดี ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสในการปรับตัว
.
ภาคการท่องเที่ยว แม้จะเผชิญแรงกดดัน แต่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่าจะหดตัวอย่างรุนแรง ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยอาจช่วยพยุงอุปสงค์จากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ ขณะที่เมืองรองอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่มองหาทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น
.
ภาคเกษตรกรรมก็เช่นกัน แม้ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกที่สูงขึ้นอาจช่วยหนุนรายได้เกษตรกร หากห่วงโซ่อุปทานยังดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ทิศทางนโยบายจะเป็นตัวกำหนดว่าวิกฤตครั้งนี้จะเป็นเพียงแรงสะดุดชั่วคราว หรือจะกลายเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจในระยะยาว
.
ความเสี่ยงแรกคือการตอบสนองที่เกินขนาดผ่านการอุดหนุนแบบครอบคลุม แม้จะได้รับความนิยมทางการเมือง แต่มาตรการลักษณะนี้ไม่ยั่งยืนทางการคลัง และบิดเบือนกลไกราคา อีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มรายได้สูงมากกว่ากลุ่มเปราะบาง
.
แนวทางที่มีประสิทธิภาพกว่าคือมาตรการแบบมุ่งเป้าเจาะจง
.
การสนับสนุนควรมุ่งไปยังภาคส่วนที่มีผลคูณทางเศรษฐกิจสูง เช่น โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้การช่วยเหลือส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ใช่เพียงการกดราคาชั่วคราว
.
ในขณะเดียวกัน การรักษาวินัยทางเศรษฐกิจมหภาคมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน เงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งอุปทานไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว การผ่อนคลายมากเกินไปอาจนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินและเงินทุนไหลออก
.
[วิกฤตครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายประการ]
.
ประการแรก ความมั่นคงทางพลังงานต้องถูกยกระดับเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลัก การเพิ่มคลังสำรอง การกระจายแหล่งนำเข้า และการเร่งใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ประเทศไทยได้เพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเป็นประมาณ 100 วันของการใช้งาน ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันในระยะสั้น แต่ไม่ใช่คำตอบระยะยาว
.
ประการที่สอง มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพต้องมีเป้าหมายชัดเจน การโอนเงินแบบเจาะจงและการปรับภาษีชั่วคราวสำหรับสินค้าจำเป็น จะช่วยคุ้มครองกลุ่มเปราะบางโดยไม่กระทบเสถียรภาพการคลัง
.
ประการที่สาม นโยบายการท่องเที่ยวต้องปรับสู่ความยืดหยุ่น โดยมุ่งเน้นตลาดภูมิภาค ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง และสนับสนุนการท่องเที่ยวระดับกลางที่สอดคล้องกับรูปแบบอุปสงค์ใหม่
.
ประการที่สี่ ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องได้รับการประคับประคอง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนควบคู่กับแรงจูงใจด้านประสิทธิภาพพลังงาน จะช่วยลดความเสี่ยงของการปิดกิจการในวงกว้าง
.
ท้ายที่สุด วิกฤตครั้งนี้ควรถูกใช้ให้เป็นโอกาสในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุนในประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
.
[การปรับตัวครั้งสำคัญ]
.
สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว หากแต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนและแตกกระจายมากขึ้น
.
ยุคของพลังงานราคาถูกและมีเสถียรภาพไม่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติอีกต่อไป
.
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ใช่เพียงการประคองตัวผ่านวิกฤต แต่คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับโลกที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยวินัย การประสานงาน และวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
.
ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตภายนอกมาแล้วหลายครั้ง และพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว วิกฤตครั้งนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่บริหารจัดการได้
.
หากนโยบายมีความแม่นยำ มีวินัย และมองไปข้างหน้า ประเทศไทยจะสามารถลดผลกระทบในระยะสั้น และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้นในอนาคต
.
[บทเรียนที่ชัดเจนคือ]
.
ความมั่นคงทางพลังงาน ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องที่แยกจากกันอีกต่อไป หากแต่เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
.
แปลจากบทความอย่างไม่เป็นทางการในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เรื่อง A defining energy shock and Thailand’s economic resilience by Dr.Nalinee Taveesin
.
#พรรคเพื่อไทย #นลินีทวีสิน #วิกฤตน้ำมันแพง