พรรคเพื่อไทยร่วมอภิปรายญัตติอุทกภัยภาคใต้ ชี้อุทกภัยซ้ำซากเพราะระบบไม่เปลี่ยน เสนอ 4 แนวทางแก้ด้วยการให้ทุกฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและเทคโนโลยี ให้ทุกฝ่ายใช้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำ วางแผนการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า และมีการชดเชยที่เป็นธรรมและรวดเร็ว 

นายรวี เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา และนายวรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สส.อุบลราชธานี นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ นายพชร จันทรรวงทอง สส.นครราชสีมา ร่วมอภิปรายในญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยภาคใต้อย่างเป็นระบบ โดยนายรวี เล็กอุทัยระบุว่า ปัญหาอุทกภัยเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำทุกปี แต่การแก้ไขยังวนอยู่ในวงจรเดิม ขาดความคืบหน้าเชิงรูปธรรม ทั้งที่มีการศึกษาและถอดบทเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

.

นายรวีชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของเมืองที่ไม่สอดคล้องผังเมืองและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อีกทั้งท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดประชาชนที่สุด ยังไม่ได้รับการเสริมศักยภาพอย่างจริงจัง

.

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาโครงการรัฐล่าช้า โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างที่ยึดราคาต่ำสุด ส่งผลให้ผู้รับเหมาขาดศักยภาพ เกิดการทิ้งงาน และซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

.

-บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงาน ทั้งด้านผังเมือง การพยากรณ์ และการเสริมศักยภาพท้องถิ่น

.

-เร่งโครงสร้างพื้นฐานและปรับเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้าง โดยคำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงราคาต่ำสุด

-ปรับหลักเกณฑ์เยียวยาภาคเกษตร ให้สะท้อนความเสียหายจริง ไม่ยึดเกณฑ์เสียหาย 100% ซึ่งเป็นภาระซ้ำเติมเกษตรกร

.

นายรวียังกล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของพรรคเพื่อไทย ว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการรับมือภัยพิบัติ ผ่าน 3 กลไกหลัก คือ การลดผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย

.

“ประชาชนไม่ได้ต้องการเงินเยียวยา แต่ต้องการความมั่นคงในอาชีพและรายได้จากการทำงานของตนเอง” นายรวีกล่าวย้ำ

.

ด้านนายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เห็นว่าการยื่นญัตติเรื่องอุทกภัยมีเป้าหมายเพื่อแก้ความเดือดร้อนของประชาชน โดยเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

.

-การวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันน้ำท่วมไม่ให้เกิดซ้ำ

-การเตรียมรับมือและระบบบริหารจัดการเมื่อเกิดภัย รวมถึงการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ และ

-การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง

.

พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เทียบกับนครราชสีมา ชี้ว่าปัญหาเกิดซ้ำซากจากการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่มีหลายหน่วยงานและใช้งบประมาณจำนวนมาก

.

จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง บูรณาการหน่วยงาน และเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม–ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ความเดือดร้อนของประชาชนถูกลืม

.

นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สส.อุบลราชธานี  อภิปรายสนับสนุนญัตติศึกษาปัญหาอุทกภัยภาคใต้ พร้อมชี้ว่า “น้ำท่วมเป็นปัญหาทั่วประเทศ” โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีที่เผชิญซ้ำซาก และเคยเกิดวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงมาก่อน แต่เมื่อถึงช่วงรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการสั่งการบริหารจัดการน้ำเชิงรุกโดยให้นายเกรียง กัลป์ตินันท์ ในฐานะ รมช.มหาดไทย ในสมัยนั้นประชุมหารือผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดไล่ในภาคอีสานและเริ่มมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเช่น การเปิดเขื่อนล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี ทำให้ช่วงปี 2566–2568 อุบลราชธานีไม่เกิดน้ำท่วมรุนแรง

.

นี่จึงเป็นแนวคิดหนึ่ง ที่อยากฝากให้รัฐบาลปัจจุบันและผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง นำแนวทางดังกล่าวไปใช้ พร้อมจัดทำแผนป้องกันอุทกภัยอย่างเป็นระบบทุกจังหวัด

นอกจากนี้ เสนอให้ผลักดันโครงการแก้ปัญหาน้ำระยะยาว เช่น โครงการระบายน้ำ (บายพาส) จากลุ่มน้ำมูลสู่แม่น้ำโขง และแนวคิดบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ในอดีตสมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็อาจนำกลับมาใช้ได้ถ้าเป็นประโยชน์ รวมถึงฝากแก้ปัญหาการเยียวยาและข้อจำกัดของการใช้งบประมาณที่ยังล่าช้า จึงอยากฝากให้เร่งช่วยพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงและรวดเร็ว

.

นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายสะท้อนปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดซ้ำซากในหลายพื้นที่ เช่น อยุธยา พิษณุโลก และภาคอีสาน โดยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง “การบริหารจัดการ” ที่ยังไม่ทันสถานการณ์ ทำให้เกษตรกรเสียหายหนักและไม่ได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม

.

ข้อเสนอหลักมี 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

.

-การใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ – ประเทศไทยมีข้อมูลและเทคโนโลยี (เช่น AI) แต่ยังขาดการนำไปใช้เชิงพื้นที่และการเชื่อมโยงข้อมูลให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน

-ระบบเตือนภัยที่แม่นยำ – ต้องพัฒนาการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทัน ลดความสูญเสีย

-การจัดการภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยง – ต้องมีฐานข้อมูลผู้เปราะบาง และระบบช่วยเหลือ–ศูนย์อพยพที่มีประสิทธิภาพ

-ระบบชดเชยที่เป็นธรรมและรวดเร็ว – เสนอแนวคิดกำหนดพื้นที่รับน้ำ พร้อมจ่ายค่าชดเชยหรือค่าเช่าพื้นที่ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนชีวิตได้

.

นางสาวณัฐธิดา เน้นว่าการแก้ปัญหาต้องผสานทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงแนวคิด “อยู่ร่วมกับน้ำ”

.

ด้านนายวรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี เสนอแก้อุทกภัยอย่างยั่งยืนในเชิงโครงสร้าง โดยชี้ว่าการเยียวยาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ควรเน้นการป้องกันล่วงหน้าผ่านแผนระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อลดความเสียหายและงบประมาณในอนาคต 

.

นายวรวงศ์ ได้สะท้อนปัญหาน้ำท่วม น้ำรอระบาย และน้ำหลากในพื้นที่ ซึ่งแม้เกิดช่วงสั้นแต่สร้างผลกระทบรุนแรง ทำให้ประชาชนต้องเป็นหนี้ และระบบเยียวยาไม่ทันการณ์ พร้อมชี้ถึงข้อจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดงบประมาณและอำนาจในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่

.

พร้อมเน้นว่าปัญหาสำคัญคือการทำงานที่ไม่บูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า และย้ำว่าประเทศต้องรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งควบคู่กัน จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เอลนีโญ-ลานีญา)

.

ดังนั้น รัฐควรเร่งวางระบบบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เพื่อป้องกันปัญหาและลดภาระการเยียวยาในระยะยาว

.

ด้านนายพชร จันทรรวงทอง สส.นครราชสีมา ชี้ว่า ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งไม่ได้เกิดเฉพาะภาคใต้ แต่เป็นปัญหาระดับประเทศ โดยยกตัวอย่างน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 ในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมระบุว่าสาเหตุหลักมี 2 ประการ คือ

.

-ธรรมชาติ เช่น พื้นที่แอ่งกระทะ

-มนุษย์ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำ

.

นายพชร จึงเสนอให้รัฐบาลบูรณาการทุกหน่วยงาน แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น

.

-จัดการทางน้ำและสร้างแหล่งรับน้ำ (ธนาคารน้ำ)

-พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับน้ำ

-ส่งเสริมการอยู่ร่วมกับน้ำ เช่น บ้านยกใต้ถุนสูง

.

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอคือ

.

-ระบบเตือนภัยล่วงหน้า

-ศูนย์บัญชาการกลาง (Single Command) เพื่อจัดการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

-กองทุนเยียวยาผู้ประสบภัยที่รวดเร็ว เป็นธรรม และเพียงพอ

.

ท้ายสุด นายพชร พร้อมย้ำว่า การศึกษาของคณะกรรมาธิการไม่ควรจำกัดแค่ภาคใต้ แต่ควรขยายให้ครอบคลุมถึงระบบการแก้ไขปัญหาอุทกภัยทั่วประเทศ จะเป็นประโยชน์มากกว่า

.

#พรรคเพื่อไทย #น้ำท่วมภาคใต้