‘จิราพร’ เปิดแนวทางแก้ปัญหาการศึกษาไทย  มุ่งพัฒนาทุนมนุษย์เป็นรากฐานประเทศ แนะแก้ 3 ด้าน ลดเหลื่อมล้ำด้วยสูตรคำนวณงบใหม่ โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย เชื่อมตลาดแรงงาน 

นางสาว จิราพร สินธุไพร สส. ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (9 เมษายน 2569) ร่วมอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในประเด็นด้านการศึกษา ย้ำ ‘การศึกษาคือการพัฒนารากฐาน’ พร้อมสะท้อนปัญหาและเสนอแนะการแก้ปัญหาการศึกษาไทย 3 ด้านคือ ลดการเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน และแก้ปัญหาการเรียนที่ไม่ตรงกับตลาดงาน(Job mismatch) ด้วยการตั้งคณะกรรมการ Productivity Superboard เชื่อมต่อกระทรวงด้านทุนมนุษย์เข้ากับภาคเอกชน

.

นางสาว จิราพร เริ่มต้นการอภิปรายโดยชี้ให้เห็นความสำคัญของรากฐาน และเน้นย้ำว่า รากฐานของประเทศหรือการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องเริ่มต้นจาก ‘ทุนมนุษย์’ คือระบบการศึกษา อันเป็นรากฐานของทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าปัญหาการศึกษา รวมถึงความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาและการเข้าแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นความพยายามในหลายทศวรรษที่ผ่านมาของประเทศไทย ทว่า ความเหลื่อมล้ำ เช่น คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในเมืองและชนบท เป็นสิ่งที่ ‘มองเห็นได้ชัด สัมผัสได้ แต่ยังแก้ไขไม่ได้’

.

ในมิติความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จิราพร แสดงตัวเลขสำคัญคือการผลิตครูที่สามารถผลิตได้ราว 35,000 คน ทว่า โรงเรียนและครูในพื้นที่ต่างจังหวัด กลับประสบภาวะขาดแคลน ครูหนึ่งคนอาจต้องสอน 4-5 วิชา หรืออาจต้องสอนทุกวิชา หลายโรงเรียนต้องมีการทำผ้าป่าเพื่อจ้างครูอัตราจ้างเข้าสอน 

.

จิราพร นิยามว่าระบบการศึกษาไทยกำลังแบ่งเด็กออกเป็น ‘สองโลก’ ระหว่าง ‘โลกของเด็กในเมือง’ ที่เข้าถึงครู เทคโนโลยี สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต และ ‘โลกของเด็กในชนบท’ ที่ขาดแคลนทุกอย่างไปจนถึงอาหารกลางวัน ความยากจนเป็นตัวกำหนดว่าเด็กคนไหนจะได้รับการศึกษาที่ดีหรือไม่ และความเหลื่อมล้ำจะยังคงสืบทอดต่อเนื่องต่อไป

.

เพื่อเป็นการตัดวงจรความเหลื่อมล้ำ และเพื่อยกระดับให้โรงเรียนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีคุณภาพการเรียนการสอนเทียบเท่าหรือใกล้เคียงโรงเรียนในเมืองหลวง จิราพร กล่าวว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อาจเริ่มจากการจัดการกระจายทรัพยากรใหม่ เสนอให้รัฐบาลปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณ จากการคำนวณรายหัวที่คิดการอุดหนุนตามจำนวนเด็ก สู่การคำนวณงบประมาณเพิ่มตัวแปรประกอบอื่นๆ ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของพื้นที่ อาทิ ความห่างไกล ขนาดของโรงเรียน ตลอดจนบริบทศักยภาพทางเศรษฐกิจ การปรับสูตรจะทำให้ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สามารถทำหน้าที่สอนได้อย่างแท้จริง ปลดภาระจากการบริหารค่าใช้จ่าย พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไปพร้อมกัน

.

ในประเด็นความปลอดภัย จิราพร ชี้ว่าความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจในโรงเรียน ซึ่งควรเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด กลับยังเป็นปัญหาอยู่ 

.

ความปลอดภัยในมิติแรกคือความปลอดภัยจากสาธารณูปโภค เช่นสนามเด็กเล่น ตู้น้ำดื่ม อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน คุณภาพของรถรับส่ง ซึ่งหลายครั้งนำไปสู่การบาดเจ็บและอาจถึงขั้นเสียชีวิต จิราพร เสนอว่าการดูแลบำรุงรักษา รัฐสามารถนำความร่วมมือจากสถาบันอาชีวศึกษา ให้เข้าร่วมตรวจสอบและปรับปรุงซ่อมแซมโรงเรียนให้ปลอดภัยและได้มาตรฐาน

.

ในด้านความปลอดภัยสำคัญคือสวัสดิภาพนักเรียนซึ่งเกิดจากการคุกคามของครู ปัญหาการทำร้ายร่างกายและการคุกคามทางเพศ โดยจิราพรชี้ว่าเป็นปัญหาของระบบที่ไม่มีกลไกในการคุ้มครองเด็กที่เข้มแข็งพอ และเสนอให้จัดตั้ง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียน’ เพื่อสร้างกลไกให้เด็กๆ ได้มีที่พึ่งที่ปลอดภัยและเป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาของโรงเรียน สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับ

.

สุดท้าย จิราพร ได้กล่าวถึงปัญหาระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน (Skill Mismatch) ทักษะของแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงาน และได้ชี้ตัวเลขสำคัญอาทิความต้องการหรือตำแหน่งงานสูงถึง 87,000 ตำแหน่ง มีผู้สมัครเพียง 25,000 ราย และได้งานเพียง 16,500 ราย ในขณะที่อัตราการว่างงานของกลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่(อายุ15- 24ปี) กลับมีอัตราการว่างงานสูงถึง 3.1 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 3 เท่า

.

จิราพร ชี้ว่าปัญหาการผลิตคนไม่ตรงกับงาน เกิดจากการทำงานอย่างแยกส่วนกันของภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงที่รับผิดชอบเกี่ยวกับทุนมนุษย์และภาคเอกชน ทำให้มองไม่เห็นว่าตลาดต้องการอะไรและจะผลิตคนอย่างไร

.

จิราพร เสนอให้มีการตั้ง ‘Productivity Superboard’ ซึ่งอาจเริ่มได้ด้วยการจัดตั้ง ‘Human Capital Superboard’ คือการรวมเอากระทรวงที่เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผนวกเข้ากับภาคเอกชน เพื่อเข้าทำงานร่วมกันและวาง ‘เข็มทิศ’ ในการกำหนดหลักสูตร ส่งผลให้ระบบการศึกษาสามารถผลิตคนเพื่อตอบสนองความต้องการนั้นได้

.

สุดท้าย จิราพร สรุปว่า การพัฒนาประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากคุณภาพการศึกษายังแตกต่างกันมาก ย้ำว่า ‘การพัฒนาการศึกษาเป็นเรื่องของอนาคตประเทศ’ ต้องอาศัย ‘เจตจำนงทางการเมือง’ และต้อง ‘บูรณาการร่วมกันจากหลายกระทรวง’

.

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

‘ดิฉันขอความหวังไว้กับรัฐบาลในการทำให้โรงเรียนดี ทำให้ระบบการศึกษาดีมีคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน’

#พรรคเพื่อไทย #แถลงนโยบายรัฐบาล #จิราพรสินธุไพร #ประชุมสภา