“นัยนา” ที่ปรึกษาฯ มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ชี้โครงสร้างสังคมกดผู้หญิงให้ยอมทนความรุนแรงในครอบครัว  สนับสนุนแก้กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำ

นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษาทางกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ แสดงความเห็นในวงเสวนา  “ความเงียบที่จ่ายด้วยน้ำตา: นิยามใหม่ของความรุนแรงทางเศรษฐกิจ” สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และกระบวนการยุติธรรม ในงาน “Movie Talk & Special Forum” ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับพรรคเพื่อไทยปัญหาว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของสามีภรรยา แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากความไม่เข้าใจของสังคม ครอบครัว และแม้แต่ตัวผู้ถูกกระทำเอง ทำให้หลายคนไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรความรุนแรงได้ และต้องอยู่กับความกลัวรวมถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

.

นางสาวนัยนา กล่าวว่า ผู้หญิงในสังคมไทยยังถูกคาดหวังให้รับผิดชอบทั้งการดูแลลูก บุพการี สมาชิกในครอบครัว และรักษาความสงบสุขในบ้าน ขณะเดียวกันยังต้องออกไปทำงานหารายได้เพิ่มเพื่อพยุงเศรษฐกิจครอบครัว ส่งผลให้ผู้หญิงเผชิญภาระหลายด้าน และเมื่อเกิดปัญหาในครอบครัวหรือการเลี้ยงดูลูก ก็มักถูกสังคมมองว่าเป็นความบกพร่องของผู้หญิงเป็นหลัก

.

“โครงสร้างสังคมแบบนี้ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องอดทนยอมอยู่กับความรุนแรง เพราะถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวและต้องพยายามรักษาครอบครัวต่อไป ทั้งที่แท้จริงแล้วกำลังถูกกระทำซ้ำจากทั้งสังคม คนรอบข้าง และตัวเอง” นางสาวนัยนา กล่าว

.

นางสาวนัยนา ระบุต่อว่า กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับเดิม มีจุดอ่อนสำคัญคือการให้ความสำคัญกับ “การรักษาสถาบันครอบครัว” มากกว่าการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้านำตัวเองออกจากความรุนแรง และท้ายที่สุดความรุนแรงก็ส่งต่อไปยังเด็กในครอบครัว

.

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ต้องเปลี่ยนหลักคิดอย่างชัดเจน โดยต้องยืนยันว่า “กฎหมายฉบับนี้มีไว้คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่คุ้มครองครอบครัว” เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐตีความคลาดเคลื่อนและย้อนกลับไปสู่แนวทางเดิมที่บังคับให้ผู้เสียหายอดทนอยู่กับความรุนแรง หากเรายังใช้แนวคิดรักษาครอบครัวเหนือความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ ก็เท่ากับรักษาความรุนแรงให้คงอยู่ต่อไป

.

ทั้งนี้ ยังเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้เสียหายซึ่งเป็นฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่า มากกว่าการปฏิบัติต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมในทางรูปแบบ เพราะจะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ถูกกระทำได้อย่างแท้จริง และไม่อาจหยุดวงจรความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและสังคมในระยะยาวได้

.

“ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว สุภาษิตเดิมที่ว่าผัวเมียตีกันเหมือนลิ้นกับฟัน ต้องรื้อทิ้งเพราะเป็นสุภาษิตที่ส่งเสริมความรุนแรง  เราอยู่กับความรุนแรงในครอบครัวโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่สุภาษิตที่เราควรเดินตาม เราก็ต้องรื้อสร้างใหม่ ไม่ส่งมอบมรดกบาปให้ลูกหลาน”  นางสาวนัยนา กล่าว

.

#พรรคเพื่อไทย #ความรุนแรงในครอบครัว #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์