เราต้องกลับมารีโนเวทกฎหมายใหม่ ขยายความคุ้มครองครอบคลุมครอบครัว ถ้าวันนี้เราไม่เริ่มทำ ต้นตอความรุนแรงในครอบครัวก็จะยิ่งมากขึ้น

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรม ‘Movie Talk & Special Forum’ ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับพรรคเพื่อไทย ผ่านกิจกรรมฉายซีรีส์ ‘อย่า…..กลับบ้าน’ พร้อมเวทีเสวนาหัวข้อ ’ความเงียบที่จ่ายด้วยน้ำตา : นิยามใหม่ของความรุนแรงทางเศรษฐกิจ‘ สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และกระบวนการยุติธรรม โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สส.อุบลราชธานี, นางสาวกฤษฎี บุญสวยขวัญ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษาทางกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และนางสาววราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน

นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สส.อุบลราชธานี กล่าวในวงเสวนาว่า ได้รับแจ้งจากประชาชนและชุมชนว่า มีกรณีผู้หญิงที่เป็นภรรยาโดนสามีบังคับให้เปิดบัญชีม้าเพื่อรับเงิน 20,000 บาท มาเลี้ยงลูกทั้ง 4 คนในครอบครัว อีกหกเดือนต่อมาโดนตำรวจจับข้อหาเปิดบัญชีม้า นี่จึงเป็นปัญหาทั้งทางด้านจิตใจและทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่จนคงไม่ต้องทำ

อีกเคสหนึ่ง คือภรรยาถูกสามีตามกลับไป ซึ่งภรรยาก็โดนสามีทำร้ายร่างกายอย่างหนัก พ่อกับแม่ก็ไม่กล้าแจ้งความ ผู้นำชุมชนก็ไม่กล้าไปฟ้องร้อง คนข้างบ้านไม่กล้าไปยุ่ง พ.ร.บ.ตัวใหม่นี้จึงต้องครอบคลุม ปกป้องคนในครอบครัวด้วย

”เราต้องกลับมารีโนเวทกฎหมายใหม่ ขยายความคุ้มครองครอบคลุมครอบครัว ถ้าวันนี้เราไม่เริ่มทำ ต้นตอความรุนแรงในครอบครัวก็จะยิ่งมากขึ้น“ นางสาวกิตติ์ธัญญากล่าว

นางสาวกิตติ์ธัญญา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ของพรรคเพื่อไทยนั้น เสาหลักแรก มีการนิยามความรุนแรง นอกจากจะทำร้ายร่างกายทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมุ่งเน้นไปครอบคลุมความหมายที่เป็นการทำร้ายด้านเศรษฐกิจด้วย เช่น สามีไม่ให้เงินภรรยา ตอนออกมาใช้ชีวิตด้านนอก ก็เหมือนเราโดนจำกัดสิทธิ ต่อมาการนิยามของผู้ถูกกระทำ ขยายครอบคลุมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นเวลานาน เช่น ลูกเห็นพ่อทำร้ายแม่ ก็นับได้ว่าลูกเป็นผู้ถูกกระทำเช่นเดียวกัน ต่อมาการนิยามคำว่า ครอบครัว ไม่ใช่เพียงแค่พ่อแม่ลูกทางสายเลือด แต่เป็นทั้งคู่สมรสชาย-ชาย หญิง-หญิง ลูกบุญธรรม 

เสาหลักที่สอง มีระบบคุ้มครองรวดเร็ว สายด่วน 1300 สามารถรับสายได้รวดเร็ว เป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงจะได้มีที่พึ่ง แต่สายด่วนนี้คนยังรู้จักน้อย จึงอยากให้มีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น

ร่าง พ.ร.บ.ตัวใหม่ยังกำหนดระยะเวลา เมื่อมีการทราบเคส ภายใน 72 ชั่วโมง จะต้องรีบส่งผลให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ แล้วตั้งกลุ่มสหวิชาชีพในการดูแล รวมถึงการคุ้มครองผู้ที่ช่วยเหลือกับผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรง โดยที่ไม่ถูกฟ้องร้องกลับ คนข้างบ้านหรือคนรอบข้างจะยื่นมือช่วยเหลือได้มากขึ้น

นางสาวกิตติ์ธัญญา กล่าวว่า เสาหลักที่สาม ผู้เสียหายต้องเป็นศูนย์กลาง จะไม่มีการบังคับให้กลับเข้าไปสู่ครอบครัวที่มีความรุนแรง นอกจากจะมีกลไกให้ความช่วยเหลือทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีการส่งเสริมอาชีพให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเองด้วย

#เพื่อไทย #กิตติ์ธัญญาวาจาดี #ความรุนแรงในครอบครัว