ณัคนางค์ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย อภิปรายสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมาย และการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ณัคนางค์ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย อภิปรายสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมาย และการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย

น.ส.ณัคนางค์ กล่าวว่า กฎหมาย คือ รากฐานของการพัฒนาประเทศที่สำคัญ แต่วันนี้ เราเผชิญกับอุปสรรคและปัญหา จากการมีกฎหมายที่ไม่ทันสมัย โดยสามารถสรุปได้ 3 กลุ่มปัญหาใหญ่ ดังนี้

1.ความไม่เท่าทัน จากกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

2.ความซับซ้อน และความซ้ำซ้อน จากกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องหลากหลายฉบับ และจากหลากหลายหน่วยงาน 

3.ความไม่เป็นกลาง จากกฎหมายที่เปิดให้ใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจ 

จากสาเหตุของปัญหาดังกล่าว จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ และภาคประชาชน  ทำให้มีต้นทุนแฝงที่สูงขึ้น และมีขั้นตอนการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรค ต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และลดโอกาส ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย

ขอยกตัวอย่าง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547  ซึ่งสะท้อนปัญหา ของกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ได้อย่างชัดเจน เดิมทีกฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบในยุคสมัย ที่รูปแบบการท่องเที่ยวของไทยมีความหลากหลาย ไม่มากเท่ากับในปัจจุบัน โดยเน้นรองรับนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ เลือกเข้าพักในโรงแรมขนาดใหญ่ แต่ ณ เวลานี้ รูปแบบของการท่องเที่ยว และสถานที่พักแรมเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเป็นผลจากกระแสนิยม ทำให้เกิดที่พัก รูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะที่พักขนาดเล็ก อย่าง hostel homestay และที่พักที่เคลื่อนที่ได้ ซึ่งพบมากในเมืองรอง เช่น จังหวัดสุโขทัย 

หากเรายังคงใช้กฎหมายฉบับเดิม นิยามของโรงแรมก็จะไม่ครอบคลุม ที่พักขนาดเล็ก อีกทั้ง กฎระเบียบ และมาตรฐานความปลอดภัยอื่นๆ ก็จะถูกบังคับใช้ ในรูปแบบของ one size fits all ทำให้ ผู้ประกอบการรายย่อย มีต้นทุนที่สูง เกินกว่าความเป็นจริง เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น แต่เรายังมีกลุ่มของกฎหมาย ที่ควรได้รับการทบทวน และการปฏิรูปอีกหลายประเภท ขอนำเสนอเป็นกลุ่ม ดังนี้ 

กลุ่มที่ 1 ด้านการกระจายอำนาจ ที่ปัจจุบันท้องถิ่นยังขาดอำนาจ และงบประมาณ ในการจัดการตนเอง ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด 

กลุ่มที่ 2 ด้านระบบข้อมูลของราชการ ที่ยังไม่เปิดเผยและบูรณาการ ข้อมูลภาครัฐอย่างเพียงพอ 

กลุ่มที่ 3 ด้านการศึกษา ที่ยังเป็นระบบแบบการรวมศูนย์อยู่มาก จึงขาดความยืดหยุ่น และไม่ตอบโจทย์ ในการพัฒนาทักษะที่เป็นที่ต้องการ ของตลาดแรงงาน 

และกลุ่มที่ 4 ด้านแรงงาน ปัจจุบันกฎหมายยังไม่มีสวัสดิการรองรับ แก่แรงงานรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะแรงงานของแพลตฟอร์มดิจิทัล และฟรีแลนซ์ 

“จะเห็นได้ว่าปัญหาของไทย ไม่ได้อยู่ที่ขาดกฎหมาย แต่เรากลับมีกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ถึงเวลาแล้ว ที่ภาครัฐจะเป็นจุดเริ่มต้น  ในการปรับบทบาทไปสู่ผู้ลดอุปสรรค และผู้ให้การสนับสนุนกฎหมาย” 

ตนจึงขอเสนอแนวทางที่ทำให้การปฏิรูปกฎหมาย มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น และเกิดผลดีในทางปฏิบัติ ที่จะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย ดังนี้ เสนอให้มีหน่วยงานกลางในการปฏิรูปกฎหมาย และการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของต่างประเทศ อย่างเช่นประเทศเกาหลีใต้ มาเลเซีย และญี่ปุ่น พร้อมกับการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ต่อมาการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ และประยุกต์ใช้ในการจัดตั้งบัญชีกฎหมาย และกฎระเบียบ เพื่อความสะดวกแก่การจำแนก และจัดหมวดหมู่ของกฎหมายให้เป็นระบบ ดังนี้  

(1) หมวดกฎหมายที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย 

(2) หมวดกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ และเทคโนโลยี 

(3) หมวดกฎหมายที่รวมศูนย์อำนาจไว้สูง หรือใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจมากเกินไป  

(4) หมวดกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิประชาชน 

“การปฏิรูปกฎหมาย และยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย  คือ การปลดล็อกอุปสรรค ลดต้นทุนแฝงทางธุรกรรม ควบคู่กับการสร้างโอกาส และสร้างอนาคต ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย”

#เพื่อไทย #ณัคนางค์กุลนาถศิริ #ปฏิรูปกฎหมาย