‘ธงธรรม เวชยชัย’  ชี้ กฎหมายไทยล้าหลัง-ซ้ำซ้อน ฉุดโอกาสผู้ประกอบการไทย เสนอปฏิรูประบบออกกฎหมาย ลดใบอนุญาต ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน กำหนดกรอบเวลาชัดเจนและต้องมีผู้รับผิดชอบหากล่าช้า

นายธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายญัตติการปฏิรูปกฎหมายและยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยสะท้อนปัญหากฎหมายไทยในเน้นสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหากฎหมายล่าช้าว่า ระบุประเทศไทยมีพระราชบัญญัติมากกว่า 900 ฉบับ และกฎกระทรวง-ระเบียบต่างๆ กว่า 100,000 ฉบับ แต่ปัญหาสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนกฎหมาย หากเป็น “วิธีคิด” ที่เน้นควบคุม มากกว่าสนับสนุนประชาชนและภาคธุรกิจ

.

ปัญหากฎหมายไทยสามารถแบ่งได้ 4 มิติสำคัญ ได้แก่

.

[กฎหมายเน้นควบคุมมากกว่าส่งเสริม]

.

นายธงธรรม กล่าวว่าระบบราชการไทยยังยึดแนวคิด “หากยังไม่ได้อนุญาต อาจถือว่าผิดไว้ก่อน” ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญขั้นตอนขออนุญาตจำนวนมาก เกิดความซ้ำซ้อนทั้งเอกสาร หน่วยงาน เงื่อนไข และดุลพินิจ จนกลายเป็นต้นทุนแฝง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่บางรายต้องใช้เวลาหลายเดือนเพียงเพื่อเตรียมเอกสารก่อนเริ่มธุรกิจ

.

[กฎหมายไม่คำนึงถึงต้นทุนของธุรกิจขนาดเล็ก]

.

นายธงธรรม ยกตัวอย่างว่ารัฐใช้มาตรฐานเดียวกับทุกธุรกิจโดยไม่แยกขนาดกิจการ เช่น การผลิตน้ำพริก ธุรกิจพันล้านกับธุรกิจหมื่นบาท จะต้องมีกฎกติกาเดียวกันเช่นการสร้างห้องผลิตอาหาร ทาสีทาวัสดุพิเศษเพื่อให้ถูกสุขลักษณะตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งการกำหนดมาตรฐานสถานที่ผลิตอาหารที่เข้มงวดเกินความจำเป็นสำหรับผู้ค้ารายย่อย หรือการบังคับใช้กฎหมาย PDPA กับร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก จนผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านระบบและที่ปรึกษาในระดับสูงอย่างไม่จำเป็น เพียงเพราะแค่ต้องมีข้อมูลลูกค้าพื้นฐานเก็บไว้และตรวจสอบย้อนหลังได้ในระยะเวลากี่ปี ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายและภาระงานให้ผู้ประกอบการรายย่อย

.

[กฎหมายไทยไม่ทันต่อกติกาโลก]

.

นายธงธรรมยกตัวอย่างเช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาแห่งนี้เพิ่งคุยกันเรื่องกฎหมายแรงงานไทยยังไม่รองรับแรงงานแพลตฟอร์ม หรือธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI ขณะที่ผู้ส่งออกไทยยังเผชิญปัญหาด้านมาตรการสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ เช่นธุรกิจส่งออกเหล็กเพราะไทยยังไม่มีกฎหมายด้าน Carbon Pricing หรือ ETS ที่ชัดเจน ทำให้ภาคธุรกิจไทยเสียเปรียบในการแข่งขันระดับโลก

.

[กระบวนการออกกฎหมายล่าช้า]

.

นายธงธรรมมองว่า การผลักดันกฎหมายในสภาของประเทศไทยใช้เวลานาน ทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ใช้เวลาอย่างน้อยตั้งแต่ 2-6 ปีซึ่งคาบเกี่ยว 2 สมัยของสภาผู้แทนฯ  เนื่องจากโครงสร้างรัฐสภา กระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอน การขาดกรอบเวลาที่ชัดเจน รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้ร่างกฎหมายบางฉบับถูกใช้เป็น “ไพ่ต่อรอง” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล หรือกลายเป็นเกมยื้อทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนจากความล่าช้า

.

[เสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมาย 5 ข้อ]

.

-ปรับแนวคิดการออกกฎหมาย จาก “ประชาชนต้องพิสูจน์ว่ากฎหมายสร้างปัญหา” เป็น “รัฐต้องพิสูจน์ว่ากฎหมายนั้นยังจำเป็น” โดยไม่ต้องโยนภาระให้ประชาชน

-ใช้ระบบ Sunset Clause ทบทวนกฎหมายทุก 3-5 ปี หากไม่จำเป็นหรือไม่ทันโลกให้สิ้นผลบังคับใช้

-จัดตั้ง Regulatory Sandbox เปิดพื้นที่ทดลองธุรกิจใหม่ก่อนออกกฎหมายบังคับเต็มรูปแบบ

-กำหนดกรอบเวลาชัดเจนในทุกขั้นตอนการออกกฎหมาย พร้อมกลไกเร่งรัดอัตโนมัติ

-สร้างระบบติดตามร่างกฎหมายสาธารณะ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าร่างกฎหมายติดอยู่ที่หน่วยงานใด และใช้เวลานานเท่าใด

.

“ถึงเวลาที่รัฐสภาต้องกำหนดให้ชัดว่ากฎหมายแต่ละฉบับจะใช้เวลาเท่าใด และเมื่อเกินกรอบเวลา ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อเปลี่ยนบทบาทของรัฐจาก ‘ผู้ควบคุม’ ไปสู่ ‘ผู้สนับสนุน’ อย่างแท้จริง

.

#พรรคเพื่อไทย #ธงธรรมเวชยชัย #กฏหมายล้าสมัย #ประชุมสภา