‘พลากร พิมพะนิตย์’ ชง 4 ยุทธศาสตร์อุดรอยรั่วงบฯ 70 จี้รัฐเลิกใจดี “ตัดงบ” กระทรวงเบิกจ่ายช้า! แนะโยกงบสร้างตึกปั้น “คนพรีเมียม” สู้หน้าผาประชากร ผุดไอเดียเช่าโรงแรมร้างทำศูนย์บำบัด หวังดึงผู้เสพคืนระบบแรงงาน ปลุกพายุหมุนเศรษฐกิจเมืองรองทะลุล้านล้าน
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร นายพลากร พิมพะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ เขต 2 พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1
.
นายพลากร กล่าวว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ตนขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ฉบับนี้ โดยเปรียบเทียบเงินภาษีของพี่น้องประชาชนกว่า 3.77 ล้านล้านบาท ว่าเป็นเสมือน “น้ำมันถังใหญ่” ที่จะนำพารถที่ชื่อว่าประเทศไทยไปสู่จุดหมายปลายทาง การลุกขึ้นอภิปรายในวันนี้จึงเป็นเสมือนการมองหาจุดตรวจสภาพและอุดรอยรั่ว เพื่อช่วยนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ใช้งบประมาณฉบับนี้อย่างทรงประสิทธิภาพและประหยัดที่สุด ผ่านแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่สภาแห่งนี้อาจจะยังไม่เคยพูดถึง
.
โดยนายพลากร ได้อภิปรายเสนอแนะแนวทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างละเอียดใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
.
1. แก้วิกฤตหน้าผาประชากร เลิกเน้นสร้างตึก มุ่งสร้าง “ทุนมนุษย์ระดับพรีเมียม”
.
นายพลากร ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “หน้าผาประชากร” วิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างน่าใจหาย จนโรงเรียนในต่างจังหวัดหลายแห่งต้องปิดตัวลงทุกปี สิ่งที่รัฐบาลต้องทำอย่างเด็ดขาดคือห้ามปล่อยให้คนไทยไร้คุณภาพ และต้องเปลี่ยนงบประมาณจากการสร้างตึกสิ่งก่อสร้าง มาเป็นการสร้าง “ทุนมนุษย์ระดับพรีเมียม” เพื่อไปแข่งบนเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกงบประมาณของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาภาวะทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงาน (Skills Mismatch) เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล “เรียนจบ เรียนได้ งบจบได้งาน 4 ปี 4 ล้านคน” กลับพบว่าถูกตัดงบประมาณอย่างรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะ “โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ที่เป็นการจับคู่มหาวิทยาลัยกับเอกชน ให้นักศึกษาเรียนควบคู่กับการทำงานจริง จบแล้วทำงานได้ทันที โดยในปี 2569 เคยได้งบ 557 ล้านบาท แต่ในปี 2570 กลับเหลือเพียง 127 ล้านบาท (หายไป 77.1%) ซึ่งนายพลากรมองว่า ในปีที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโลก การตัดงบสร้างคนในเวลาที่คนน้อยลง ถือเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ผิดพลาดที่สุด
.
นายพลากรยังได้กล่าวชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ ที่จัดงบพัฒนาทักษะผู้เรียนตามความต้องการของตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นถึง 25.3% (กว่า 273 ล้านบาท) ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่ากระทรวงขยับจากการวัดผลด้วยกิจกรรม สู่การวัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทบทวนอัดฉีดงบประมาณโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของกระทรวง อว. กลับคืนมา โดยให้รัฐบาลกล้าที่จะนำแนวคิด “Digital Lean” หรือการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาลดขั้นตอน เพื่อตัดลดความสิ้นเปลืองของระบบราชการ และโยกงบประมาณจากสิ่งก่อสร้างทางกายภาพที่ว่างเปล่าในส่วนกลาง มาเป็นงบพัฒนาคนแทน
.
2. สร้างแต้มต่อให้เมืองรอง สร้างพายุหมุนเศรษฐกิจจากการดึงผู้เสพยาเข้าสู่ระบบแรงงาน
.
นายพลากร เสนอให้นำงบประมาณที่ปรับลดได้ทั้งหมด มาสร้างแต้มต่อให้เมืองรองและคนตัวเล็ก โดยระบุว่าแม้งบกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่จะดูสวยงาม แต่พี่น้องในเมืองรองและภาคเกษตรกรรมกำลังรอคอยคำตอบว่าเม็ดเงินเหล่านั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อดึงศักยภาพท้องถิ่น กระจายความมั่งคั่งไม่ให้กระจุกตัว และลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
.
ทั้งนี้ การพัฒนาคนและเมืองรอง จะต้องควบคู่ไปกับการแก้ปัญหามะเร็งร้ายในท้องถิ่น คือ “ปัญหายาเสพติด” ปัจจุบันไทยมีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประมาณ 1.9 ล้านคน (เกี่ยวข้องกับยาบ้าประมาณ 1.5 ล้านคน) หากทำให้คน 1.9 ล้านคนนี้กลับมาทำงานได้ โดยคิดจากฐานค่าแรงขั้นต่ำเพียงคนละ 10,000 บาทต่อเดือน จะสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้กว่า 230,000 ล้านบาทต่อปี และหากเม็ดเงินเหล่านี้ถูกหมุน 3-5 รอบใน 1 ปี จะกลายเป็น “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” มหาศาลที่มากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี
.
3. เปลี่ยน KPI ปราบยาเสพติด และเสนอโมเดล “เช่าโรงแรมปิดกิจการ” ทำเป็นศูนย์บำบัด
.
นายพลากร เสนอให้ประเทศและสภาแห่งนี้ เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ในการจับยาเสพติด จากเดิมที่วัดว่าตำรวจจับผู้เสพได้กี่คน หรือยึดยาบ้าได้กี่เม็ด เปลี่ยนมาวัดผลความสำเร็จที่ว่า “ผู้เสพที่ผ่านการบำบัดแล้ว กลับคืนสู่ชุมชน มีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคงในเมืองรอง และไม่กลับมาเสพซ้ำอีกกี่คน”
นายพลากรได้ชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ที่ตั้งงบประมาณเพื่อตั้งศูนย์บำบัดทุกอำเภอ พร้อมเสนอแนะทางออกที่ชาญฉลาดว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างศูนย์บำบัดขึ้นมาใหม่ แต่สามารถใช้วิธี “เช่าโรงแรมหรือรีสอร์ทที่กำลังจะปิดกิจการ” นำมาทำเป็นสถานที่บำบัดผู้ป่วยยาเสพติด และใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพแรงงานควบคู่ไปด้วย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยพยุงวิกฤตของธุรกิจโรงแรมที่กำลังจะปิดตัว ทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งรัฐบาล เอกชน และประชาชน
.
4. จัดการปัญหางบค้างท่อ เสนอตัดงบทันทีหากเบิกจ่ายล่าช้า
.
นายพลากร ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดที่ว่า แผนงานจะวางไว้ดีแค่ไหน แต่ถ้าเม็ดเงินเดินทางไปไม่ถึงพี่น้องประชาชนต่างจังหวัดก็ไร้ความหมาย โดยยกกรณีการพิจารณา พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ปี พ.ศ. 2569 ที่รัฐต้องดึงงบกลับคืนคลังนับหมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราชการบางหน่วยงาน “กอดเงินไว้แต่ทำไม่ทัน” จนเกิดปัญหางบค้างท่อ และทำให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคเสียโอกาส
.
ตนจึงขอเสนอว่า “รัฐบาลต้องเลิกใจดี” กระทรวงไหนเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้าหมายในไตรมาสแรก ปีถัดไปขอให้รัฐบาลตัดงบทันที เพื่อให้ระบบงบประมาณของประเทศถูกขับเคลื่อนด้วย “ผลงาน” ไม่ใช่ระบบ “โควตาแบบเดิมๆ” อีกต่อไป
.
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายพลากร ได้ย้ำว่า ทุกข้อเสนอแนะในวันนี้ไม่ใช่คำตำหนิจากฝ่ายตรงข้าม แต่คือความปรารถนาดีจากเพื่อนร่วมทางที่อยากเห็นรัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ โดยตนพร้อมจะลงคะแนนเสียงรับหลักการในวาระแรกกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และยินดีจะนำแนวทางเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้ไปร่วมขับเคลื่อนต่อในชั้นกรรมาธิการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกจังหวัดอย่างเท่าเทียม
.
#พรรคเพื่อไทย #ประชุมสภา #พลากรพิมพะนิตย์