รมว.แรงงาน ตอบกระทู้ถาม สว. ยันตัวเลขว่างงานยังต่ำ ลุยแก้โจทย์ ‘Skill Mismatch’ พร้อมขยายการส่งออกแรงงานสู่ตลาดยุโรป

29 มิ.ย. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ตอบกระทู้ถามด้วยวาจาของ นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสอบถามถึงประเด็นอัตราว่างงานและการดำเนินการเพื่อการจ้างงาน 

นายจุลพันธ์ ชี้แจงในประเด็นแรกคือปัญหาเรื่องการว่างงาน ระบุว่า ในปัจจุบันโดยหลักเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขการว่างงานของไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดที่เป็นอันตราย ยังถือว่ามีอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นคือ ทักษะของคนไม่ตรงกับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ หรือทักษะของแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญ และดำเนินการมาโดยตลอดผ่านโครงการ Up Skill / Re Skill 

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า จำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับตำแหน่งงานที่มีอยู่ โดยวันนี้กระทรวงแรงงานกำลังเตรียมทำนโยบาย ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’ ซึ่งตอนนี้ได้รับการบรรจุเข้าไปในงบประมาณประจำปี 2570 หากไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคาดว่า ช่วงเดือนตุลาคมนี้จะเริ่มต้นดำเนินนโยบายได้

“สาเหตุที่เราต้องดำเนินนโยบายนี้ เพราะโดยปกติแล้ว การ Up Skill / Re Skill จะมีค่าเสียโอกาสของแรงงานอยู่ การที่เขาต้องมาพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน นั่นหมายความว่าเขาจะต้องหยุดจากงานประจำ ซึ่งจะทำให้ขาดรายได้ อย่างน้อย 2-3 เดือน ก็จะส่งผลกระทบต่อการดูแลครอบครัวและการดูแลคุณภาพชีวิตของตนเอง

นี่เป็นเหตุที่ทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งเกิดความลังเล เมื่อจะมาพัฒนาทักษะฝีมือ วันนี้เราจึงตั้งใจทนโยบายที่เรียกว่าเรียนได้งบ จบได้งาน เพื่อที่จะทำให้เขาเข้าสู่กระบวนการโดยที่รัฐจะมีกลไกงบประมาณเข้าไปอุดหนุนให้เขาสามารถประคับประคองให้ผ่านช่วงฝึกฝนไปได้”

นอกจากนี้นายจุลพันธ์ ย้ำด้วยว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่อุดหนุนเงินเพื่อให้คนมาพัฒนาทักษะฝีมือ แต่ยังคิดไปถึงตำแหน่งงานและความต้องการของตลาดแรงงาน โดยมีการทำงานร่วมกับภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสถานประกอบการชั้นนำ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้หารือถึงความต้องการของตลาด เพื่อที่จะออกแบบหลักสูตรการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดจริงๆ รวมทั้งการร่วมมือกันในการสร้างหลักสูตร เพื่อที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าแรงงานที่มาเข้าร่วมในโครงการนี้สามารถจบออกไปแล้วได้งานทำจริงๆ

ต่อมาประเด็นที่สองคือความห่วงใยว่าจะมีกลไกใดที่ทำให้แรงงานที่ว่างงานอยู่สามารถเข้าถึงงานใหม่ๆ ได้  นายจุลพันธ์ ระบุว่า กระทรวงแรงงานมีกลไกที่ครอบคลุม อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเมื่อเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นเป็นเหตุทำให้ตลาดแรงงานหลักในต่างประเทศของไทยมีความสะดุดและติดขัด เนื่องจากกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของแรงงานเป็นหลัก แม้ในเวลานี้จะกลับมาสู่สภาวะปกติแล้ว แต่สิ่งนี้ทำให้กระทรวงแรงงานต้องเร่งเดินหน้าเพื่อให้ตลาดส่งออกแรงงานที่หลากหลายมากขึ้นด้วย 

“เมื่อเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจทำคือการหาตลาดแรงงานในต่างประเทศของเราให้หลากหลายขึ้น ไม่ใช่ให้เกิดภาวะพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก ปัจจุบันประเทศหลักในการส่งออกแรงงานคือ ไต้หวัน อิสราเอล เกาหลีใต้ แต่เราจะต้องมองไปไกลกว่านี้ วันนี้เรามองไปที่แคนาดา มองไปที่สหภาพยุโรป ปัจจุบันเรากำลังดำเนินการ MOU การนำเข้าแรงงานกับประเทศอิตาลี 

ที่สำคัญแรงงานของเราเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในสหภาพยุโรปอย่างมาก หากเราประสบความสำเร็จในการทำ MOU กับอิตาลี ก็จะถือว่าเป็นประตูสำคัญในการส่งออกแรงงานไปยังสหภาพยุโรปด้วย”

นอกจากนี้นายจุลพันธ์ยังกล่าวด้วยว่า กระบวนการในการส่งแรงงานไปต่างประเทศนั้นนอกจากจะได้เม็ดเงินที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยจะได้เพิ่มเติมขึ้นมา คือการได้แรงงานที่มีทักษะใหม่ เนื่องจากการส่งแรงงานไปทำงานจริงยังประเทศที่มีเทคโนโลยีที่พัฒนา จะทำให้แรงงานนำเอาความรู้จากต่างประเทศ กลับมาพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลของแรงงานได้ในอนาคต

#พรรคเพื่อไทย #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์  #ประชุมสภา #กระทรวงแรงงาน #เรียนได้งบจบได้งาน