ผนึก ศธ.–พม. เปิดความร่วมมือ 7 ด้าน ผสานศักยภาพ 2 กระทรวง ดูแลเด็ก-กลุ่มเปราะบางครบวงจร-ZeroDropout
วานนี้ (10 กันยายน 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกระทรวง ร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ ห้องประชุม N402 สภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดความร่วมมือ 7 ด้านสำคัญ ผสานข้อมูล บริการ ฐานข้อมูลเพื่อให้การดำเนินนโยบายทั้ง 2 กระทรวงโดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเตรียมเดินหน้าความร่วมมือด้านอื่นๆ การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมโดยมุ่งเน้นทั้งการใช้ข้อมูล การแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ รวมสาธารณูปโภคที่มี มุ่งหน้าสู่การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างเป็นความธรรมและดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ครอบคลุม ทันท่วงที
.
นายประเสริฐเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ทั้งสองกระทรวงได้กำหนดแนวทางบูรณาการดูแลเด็ก เยาวชน คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงการศึกษา การคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยมีประเด็นความร่วมมือสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่
.
1. การคุ้มครองเด็กและเยาวชน เชื่อมระบบ Traffy EDU เพื่อรับแจ้งและส่งต่อเหตุความรุนแรง พร้อมจัดทีมสหวิชาชีพร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง คุ้มครอง และเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ
2.สิทธิทางการศึกษาของเด็กในสถานสงเคราะห์ ร่วมแก้ไขข้อจำกัดด้านค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กในความดูแลของ พม. ได้รับสิทธิทางการศึกษาอย่างครบถ้วน โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมแก่เด็ก
3. การศึกษาสำหรับเด็กเร่ร่อนและกลุ่มเปราะบาง เชื่อมโยงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หรือจัดตั้งศูนย์การศึกษาตามมาตรา 12 สำหรับเด็กที่ยังไม่พร้อมเข้าเรียนในระบบปกติ
4. การศึกษาพิเศษและการเรียนรวมสำหรับคนพิการ พัฒนาห้องเรียนรวม ครู ล่าม สื่อ และอุปกรณ์ พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลคนพิการระหว่าง ศธ. พม. และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงตามความต้องการรายบุคคล
5. การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและระบบดูแลเด็กปฐมวัย ร่วมกำหนดมาตรฐานและหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละช่วงวัย เชื่อมโยงข้อมูลเด็กตั้งแต่แรกเกิด และศึกษาแนวทางสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กและศูนย์เด็กเล็กอย่างเท่าเทียม
6. การดูแลครอบครัวของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา บูรณาการแก้ไขปัจจัยจากความยากจน การว่างงาน การย้ายถิ่น ความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาสุขภาพจิต ครอบคลุมทั้งมิติการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ตามแนวทาง ‘All for Education’
7. การปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย โดยใช้ศักยภาพของนักศึกษาอาชีวศึกษาและศูนย์ Fix It Center จำนวน 433 แห่งทั่วประเทศ เข้าซ่อมแซมบ้าน ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ ตลอดจนปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ทำงานจริงและรายได้ให้นักศึกษาตามนโยบาย ‘Learn to Earn’
.
นายประเสริฐกล่าวว่า “ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยงานเดียว เพราะเด็กบางคนต้องหยุดเรียนจากความยากจน การย้ายถิ่น ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาสุขภาพจิต หรือข้อจำกัดด้านร่างกาย ความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ พม. จะทำให้เราเห็นทั้งตัวเด็ก ครอบครัว และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุดและครบทุกมิติ”
.
สำหรับแนวทางดำเนินงานระยะต่อไป ทั้งสองกระทรวงจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม พร้อมกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพในแต่ละประเด็น จัดทำฐานข้อมูลกลางรายบุคคล โดยเชื่อมโยงข้อมูลเด็กกลุ่มเปราะบางและคนพิการให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน รวมถึงจัดทำแนวปฏิบัติด้านการรับแจ้งเหตุ การส่งต่อ การคุ้มครอง และการเยียวยาผ่านระบบ Traffy EDU
.
นอกจากนี้ จะเชื่อมระบบ พม. Care กับ HERO OBEC Care เพื่อคัดกรองและส่งต่อเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต นำร่องการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ห้องเรียนรวม และระบบเงินอุดหนุนตามความจำเป็นของผู้เรียน ตลอดจนสนับสนุนอาชีพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ครอบครัว ผ่านศูนย์ฝึกอาชีพของ พม. และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อลดปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
.
ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อน Quick Win ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยใช้ศักยภาพของศูนย์ Fix It Center ทั่วประเทศ ปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
.
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงพาเด็กกลับเข้าห้องเรียน แต่ต้องทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบ และขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้และมีอนาคต โดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะ ความพิการ หรือเงื่อนไขของครอบครัว พร้อมยกระดับทุนมนุษย์และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายประเสริฐกล่าวทิ้งท้าย
.
#พรรคเพื่อไทย #ประเสริฐจันทรรวงทอง #นิกรโสมกลาง #ศึกษาธิการ #พม #ความร่วมมือ2กระทรวง #ZeroDropout #กลุ่มเปราะบาง
บทความที่เกี่ยวข้อง