‘ศ.สุชาติ’  ชี้ ภารกิจหลัก สปสช. คือการรักษาพยาบาล  ส่วนภารกิจเสริมอื่น เช่น ป้องกันโรคให้ สธ.-สสส. จัดการแทน แนะหั่นโครงการซ้ำซ้อน พร้อมเตือนแนวคิด ‘ร่วมจ่าย’ ทำคนจนกลับสู่ยุคอนาถา

‘ศ.สุชาติ’  ชี้ ภารกิจหลัก สปสช. คือการรักษาพยาบาล  ส่วนภารกิจเสริมอื่น เช่น ป้องกันโรคให้ สธ.-สสส. จัดการแทน แนะหั่นโครงการซ้ำซ้อน พร้อมเตือนแนวคิด ‘ร่วมจ่าย’ ทำคนจนกลับสู่ยุคอนาถา

.

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในวาระการพิจารณารายงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ национальные (สปสช.) โดยแสดงความห่วงใยต่อทิศทางการดำเนินงานและงบประมาณของ สปสช. พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ประการ เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาทรักษาทุกโรค” ยั่งยืน และคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง

.

ศ.สุชาติ ระบุว่า อยากให้ สปสช. เน้นหนักไปที่ภารกิจด้านการ “รักษาพยาบาล” เป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันมีโครงการเสริมและโครงการใหม่ๆ มากเกินไป ในขณะที่การรักษายังไม่เพียงพอ โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งประสบปัญหาหนี้สินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท แต่กลับมีการนำงบประมาณไปทำเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Prevention and Promotion – P&P) สูงถึงราว 60,000 ล้านบาท

.

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีงบประมาณอยู่แล้วราว 180,000 ล้านบาท ซึ่งรวมงบด้าน P&P อยู่แล้ว เช่นเดียวกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้รับงบจากภาษีโดยตรงอีกกว่า 4,000 ล้านบาท จึงควรให้หน่วยงานเหล่านี้รับผิดชอบเรื่องการป้องกันโรคแทน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของงบประมาณและบุคลากร

.

[ค้านแนวคิด “ร่วมจ่าย” (Co-pay)]

.

ประเด็นสำคัญที่ ศ.สุชาติ ย้ำหนักแน่นคือ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีข้อเสนอให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” (Co-pay) โดยชี้ว่าเหตุผลที่เสนอให้ร่วมจ่ายเป็นเพราะงบประมาณไม่พอ แต่การให้ประชาชนร่วมจ่ายจะทำให้ระบบดูแลสุขภาพถ้วนหน้าย้อนกลับไปสู่ “คนไข้อนาถา” ในอดีต เนื่องจากประชาชนผู้ยากจนไม่รู้ว่าต้องจ่ายเงินเท่าไรจึงตัดสินใจไม่ไปรักษา ยืนยันว่าหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น “สิทธิ” ของประชาชน ไม่ใช่การสงเคราะห์

.

ชี้ปัญหาเศรษฐกิจโตช้ากระทบงบสาธารณสุข พร้อมเสนอทางออก 3 ข้อ

ศ.สุชาติ กล่าวถึงปัญหาการจัดสรรเงินที่ไม่พอและล่าช้าว่า มีรากเหง้ามาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่ค่อนข้างต่ำ ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ และมีการกู้เงินมาใช้จ่ายโดยไม่เกิดการลงทุนที่คุ้มค่า ส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

.

ดังนั้น จึงขอเสนอข้อเสนอแนะหลัก 3 ประการ ต่อสภาและ สปสช. ดังนี้:

.

-จัดสรรงบให้โรงพยาบาลอย่างเพียงพอและตรงเวลา: พร้อมขอให้ สปสช. เปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่าย เงินจัดสรร เงินค้างจ่าย และต้นทุนการรักษาพยาบาลอย่างโปร่งใสชัดเจน

.

-ตัดลดความซ้ำซ้อนและใช้ระบบ Single Command: แก้ไขปัญหาการบูรณาการแบบต่างคนต่างคิด โดยเสนอให้ใช้หลัก “1 ภารกิจ 1 ผู้รับผิดชอบ 1 เป้าหมาย” เพื่อความสำเร็จที่วัดได้จากคุณภาพการรักษา เวลาการรอคอย และความพึงพอใจของประชาชน

.

-ยกระดับประสิทธิภาพด้วยระบบดิจิทัล: ใช้ระบบดิจิทัลที่รวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินและการตรวจสอบ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าที่ทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง

.

“ผมขอสรุปว่า สปสช. ต้องดูแล 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. จัดสรรเงินให้โรงพยาบาลพอและตรงเวลา 2. ลดความซ้ำซ้อนงบป้องกันโรคและกำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน 3. บริหารโปร่งใสตรวจสอบได้ และที่ต้องย้ำอีกครั้งคือ คัดค้านการร่วมจ่ายของประชาชน เพื่อรักษานโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคให้ยั่งยืน แพทย์พยาบาลทำงานอย่างมั่นใจ และประชาชนได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียม” ศ.สุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

.

#พรรคเพื่อไทย #สุชาติธาดาธำรงเวช #สปสช #30บาทรักษาทุกที่ #ประชุมสภา

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในวาระการพิจารณารายงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ национальные (สปสช.) โดยแสดงความห่วงใยต่อทิศทางการดำเนินงานและงบประมาณของ สปสช. พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ประการ เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาทรักษาทุกโรค” ยั่งยืน และคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง

.

ศ.สุชาติ ระบุว่า อยากให้ สปสช. เน้นหนักไปที่ภารกิจด้านการ “รักษาพยาบาล” เป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันมีโครงการเสริมและโครงการใหม่ๆ มากเกินไป ในขณะที่การรักษายังไม่เพียงพอ โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งประสบปัญหาหนี้สินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท แต่กลับมีการนำงบประมาณไปทำเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (Prevention and Promotion – P&P) สูงถึงราว 60,000 ล้านบาท

.

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีงบประมาณอยู่แล้วราว 180,000 ล้านบาท ซึ่งรวมงบด้าน P&P อยู่แล้ว เช่นเดียวกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้รับงบจากภาษีโดยตรงอีกกว่า 4,000 ล้านบาท จึงควรให้หน่วยงานเหล่านี้รับผิดชอบเรื่องการป้องกันโรคแทน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของงบประมาณและบุคลากร

.

[ค้านแนวคิด “ร่วมจ่าย” (Co-pay)]

.

ประเด็นสำคัญที่ ศ.สุชาติ ย้ำหนักแน่นคือ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีข้อเสนอให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” (Co-pay) โดยชี้ว่าเหตุผลที่เสนอให้ร่วมจ่ายเป็นเพราะงบประมาณไม่พอ แต่การให้ประชาชนร่วมจ่ายจะทำให้ระบบดูแลสุขภาพถ้วนหน้าย้อนกลับไปสู่ “คนไข้อนาถา” ในอดีต เนื่องจากประชาชนผู้ยากจนไม่รู้ว่าต้องจ่ายเงินเท่าไรจึงตัดสินใจไม่ไปรักษา ยืนยันว่าหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น “สิทธิ” ของประชาชน ไม่ใช่การสงเคราะห์

.

ชี้ปัญหาเศรษฐกิจโตช้ากระทบงบสาธารณสุข พร้อมเสนอทางออก 3 ข้อ

ศ.สุชาติ กล่าวถึงปัญหาการจัดสรรเงินที่ไม่พอและล่าช้าว่า มีรากเหง้ามาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่ค่อนข้างต่ำ ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ และมีการกู้เงินมาใช้จ่ายโดยไม่เกิดการลงทุนที่คุ้มค่า ส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

.

ดังนั้น จึงขอเสนอข้อเสนอแนะหลัก 3 ประการ ต่อสภาและ สปสช. ดังนี้:

.

-จัดสรรงบให้โรงพยาบาลอย่างเพียงพอและตรงเวลา: พร้อมขอให้ สปสช. เปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่าย เงินจัดสรร เงินค้างจ่าย และต้นทุนการรักษาพยาบาลอย่างโปร่งใสชัดเจน

.

-ตัดลดความซ้ำซ้อนและใช้ระบบ Single Command: แก้ไขปัญหาการบูรณาการแบบต่างคนต่างคิด โดยเสนอให้ใช้หลัก “1 ภารกิจ 1 ผู้รับผิดชอบ 1 เป้าหมาย” เพื่อความสำเร็จที่วัดได้จากคุณภาพการรักษา เวลาการรอคอย และความพึงพอใจของประชาชน

.

-ยกระดับประสิทธิภาพด้วยระบบดิจิทัล: ใช้ระบบดิจิทัลที่รวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินและการตรวจสอบ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าที่ทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง

.

“ผมขอสรุปว่า สปสช. ต้องดูแล 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. จัดสรรเงินให้โรงพยาบาลพอและตรงเวลา 2. ลดความซ้ำซ้อนงบป้องกันโรคและกำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน 3. บริหารโปร่งใสตรวจสอบได้ และที่ต้องย้ำอีกครั้งคือ คัดค้านการร่วมจ่ายของประชาชน เพื่อรักษานโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคให้ยั่งยืน แพทย์พยาบาลทำงานอย่างมั่นใจ และประชาชนได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียม” ศ.สุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

.

#พรรคเพื่อไทย #สุชาติธาดาธำรงเวช #สปสช #30บาทรักษาทุกที่ #ประชุมสภา